เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาปรึกษาเรื่องอาการคัน ผื่นเรื้อรัง หรือน้ำมูกไหลไม่หาย จนเราตัดสินใจร่วมกันว่าจะลองทำ Skin Prick Test หรือการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังดู เพื่อจะได้รู้กันชัดๆ ไปเลยว่าเราแพ้อะไรกันแน่ สิ่งหนึ่งที่หมอจะต้องย้ำและเตือนกันยาวๆ ก่อนวันนัดทุกครั้งก็คือเรื่องการงดยากลุ่มนี้ครับ
หลายคนมักจะสงสัยว่าแค่อาการแพ้กำเริบ ทำไมถึงห้ามกินยาแก้แพ้ วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าเบื้องหลังคำสั่งนี้มันมีเหตุผลทางการแพทย์ที่สำคัญซ่อนอยู่ และถ้าเผลอกินเข้าไป ผลตรวจที่ออกมาอาจจะกลายเป็นหนังคนละม้วนได้เลย
กลไกการทำงานของยาแก้แพ้ที่ทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังมันทำงานอย่างไร เวลาที่หมอหยดสารก่อภูมิแพ้ลงบนผิวหนังแล้วสะกิดเบาๆ หากร่างกายเราแพ้สารตัวนั้น เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าแมสต์เซลล์จะปล่อยสารที่ชื่อว่าฮิสตามีนออกมา เจ้าฮิสตามีนตัวนี้นี่แหละครับที่เป็นตัวการทำให้เกิดอาการคัน บวมแดง และเป็นตุ่มนูนขึ้นมาคล้ายโดนยุงกัด ซึ่งเป็นจุดที่เราใช้สังเกตและวัดขนาดเพื่อยืนยันผลว่าแพ้จริงหรือไม่
ทีนี้ พอย้อนกลับมาดูหน้าที่ของการหยุดยาแก้แพ้และยาต้านฮิสตามีน ยากลุ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อไปบล็อกไม่ให้เจ้าฮิสตามีนออกฤทธิ์ ดังนั้น ถ้าเรายังมีตัวยาอยู่ในกระแสเลือด เวลาที่หมอสะกิดสารทดสอบลงไป ต่อให้ร่างกายจะแพ้แค่ไหน ผิวหนังก็จะไม่ยอมตุ่มนูนขึ้นมาเพราะโดนยาบล็อกเอาไว้หมด ผลตรวจก็จะออกมาเป็นลบปลอม หรือแปลว่าไม่แพ้ ทั้งที่ความจริงแล้วแพ้กระจาย แบบนี้เรียกว่าเสียเวลาและเสียโอกาสในการรักษาไปฟรีๆ เลยทีเดียว
เช็กลิสต์ระยะเวลาที่ต้องหยุดยาก่อนวันตรวจจริง
การหยุดยาไม่ได้หมายถึงแค่เช้าวันที่จะมาตรวจนะครับ แต่มันมีระยะเวลาที่ตัวยาจะขับออกจากร่างกายไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่แต่ละคนใช้อยู่ หมอขอแบ่งช่วงเวลาคร่าวๆ ให้เข้าใจง่ายดังนี้ครับ
ยากลุ่มเดิมๆ ที่ออกฤทธิ์ไว
ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่กินแล้วมักจะง่วงนอน เช่น ยาคลอเฟนิรามีน ยากลุ่มนี้จะสลายตัวค่อนข้างเร็วในร่างกาย โดยทั่วไปหมอจะแนะนำให้หยุดกินก่อนวันทดสอบอย่างน้อย 48 ชั่วโมง หรือประมาณ 2 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าฤทธิ์ยาหมดเกลี้ยงจริงๆ
ยากลุ่มใหม่ที่กินแล้วไม่ง่วง
ยาแก้แพ้ยุคใหม่ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันเพราะกินแล้วไม่เพลีย เช่น ยาเซทิริซิน โลราทาทีน หรือเฟคโซเฟนาดีน ยากลุ่มเหล่านี้จะมีฤทธิ์อยู่ในร่างกายนานกว่ากลุ่มแรก บางตัวอาจต้องใช้เวลาเคลียร์ตัวเองออกจากระบบนานถึง 5 ถึง 7 วัน ดังนั้น ถ้าใครกินยากลุ่มนี้เป็นประจำ อาจจะต้องวางแผนล่วงหน้าและหยุดยาให้เร็วกว่าปกติ
ไม่ใช่แค่ยาเม็ด ยาพ่นจมูกและยาทาก็มีผลเหมือนกัน
อีกหนึ่งจุดที่คนไข้มักจะพลาดบ่อยที่สุดคือคิดว่าหยุดเฉพาะยาเม็ดที่กินก็พอ แต่ความจริงแล้วยาแก้แพ้ในรูปแบบอื่นก็มีตัวยาออกฤทธิ์ทางระบบเช่นกัน โดยเฉพาะยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของต้านฮิสตามีน หรือแม้กระทั่งยาแก้ไอและยาแก้หวัดบางสูตรที่มีส่วนผสมของสารกลุ่มนี้
นอกจากนี้ ยาทาแก้คันบางชนิดที่ทาบริเวณแขนหรือหลังคาดว่าจะใช้ทำ การหยุดยาแก้แพ้และยาต้านฮิสตามีน เฉพาะจุด ก็อาจส่งผลต่อผิวหนังบริเวณที่จะทดสอบได้เหมือนกัน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือจดชื่อยาหรือหยิบเอาซองยาและขวดตลับยาติดกระเป๋ามาให้หมอดูก่อนเริ่มกระบวนการตรวจจะชัวร์ที่สุดครับ
ถ้าอาการกำเริบจนทนไม่ไหวระหว่างรอกำหนดตรวจควรทำอย่างไร
คำถามยอดฮิตคือ ถ้าหยุดยาแล้วเกิดแพ้อากาศกำเริบ จาม น้ำมูกไหล หรือคันตามตัวจนนอนไม่หลับขึ้นมาก่อนถึงวันนัด จะทำอย่างไรดี? คำตอบคือ อย่าเพิ่งฝืนทนทรมานจนเกินไปครับ เพราะเป้าหมายของการตรวจคือการวินิจฉัยเพื่อการรักษาที่ดีในระยะยาว หากอาการแย่ลงจนรบกวนชีวิตประจำวัน แนะนำให้ติดต่อกลับมาที่คลินิกเพื่อเลื่อนนัดออกไปก่อน หรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาบรรเทาอาการตัวอื่นที่ไม่มีผลกระทบต่อการทดสอบทางผิวหนังแทน ดีกว่าแอบกินยาเดิมเข้าไปเองแล้วมาเสียเที่ยวในวันนัดตรวจจริงครับ