ก้อนนิ่วจิ๋วในถุงน้ำดี ทำไมถึงเปลี่ยนสีอุจจาระของเราได้?
เวลาที่เราเดินเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วก้มลงมองโถส้วม บางทีเราอาจจะเผลอคิดแค่เรื่องความปกติธรรมดา แต่วันไหนถ้าสังเกตเห็นว่าของเสียที่ขับออกมามันผิดเพี้ยนไป โดยเฉพาะอุจจาระที่จู่ๆ ก็กลายเป็นสีขาวซีดเหมือนสีดินน้ำมัน หรือสีเหลืองอ่อนมากๆ แบบไม่มีสาเหตุ อันนี้หมออยากให้หยุดแล้วลองคิดทบทวนดูหน่อย เพราะมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ
อาการแบบนี้มักจะมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องใกล้ตัวอย่างภาวะนิ่วในถุงน้ำดีครับ เจ้าก้อนนิ่วพวกนี้บางทีก็อยู่เงียบๆ ไม่กวนใจ แต่พอลอยตัวไปอุดท่อน้ำดีเข้าเมื่อไหร่ น้ำดีที่ตับผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยย่อยไขมันและทำให้อุจจาระของเรามีสีน้ำตาลตามปกติ ก็ไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ตามเดิม ผลลัพธ์ที่ตามมาเลยกลายเป็นว่า ร่างกายเกิดภาวะอุจจาระสีซีดจางจากการขาดน้ำดีเนื่องจากภาวะนิ่วในถุงน้ำดีอย่างชัดเจน
สัญญาณเตือนภัยใกล้ตัว: นอกจากอึซีดแล้ว มีอาการอะไรฟ้องอีกบ้าง?
เวลามีนิ่วไปติดอยู่ในทางเดินน้ำดี นอกจากสีของอุจจาระจะเปลี่ยนไปจนน่าตกใจแล้ว ร่างกายของเรายังส่งสัญญาณอื่นๆ ออกมาเตือนภัยพร้อมๆ กันอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าใครกำลังเผชิญอยู่ ลองเช็กลิสต์อาการเหล่านี้ดูครับ
- ปัสสาวะมีสีเข้มจัด: เหมือนสีชาเข้มหรือน้ำโค้ก ทั้งๆ ที่ดื่มน้ำปกติ เกิดจากสารสีน้ำดีที่ควรจะไปกับอุจจาระ แต่มันรั่วซึมกลับเข้ากระแสเลือดแล้วถูกขับออกทางไตแทน
- ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน): สVเกตง่ายๆ ที่ตาขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองชัดเจน ผิวหนังตามตัวก็เริ่มเหลืองตามไปด้วย
- ปวดท้องแน่นชายโครงขวา: มักจะปวดจุกแน่นหลังจากกินอาหารที่มีไขมันเยอะๆ บางคนปวดร้าวทะลุไปที่สะบักหลัง
- มีอาการคันตามเนื้อตามตัว: เกิดจากเกลือของน้ำดีที่คั่งค้างอยู่ในผิวหนัง
ปล่อยไว้ไม่รักษา อันตรายแค่ไหนเมื่อท่อน้ำดีอุดตันเรื้อรัง?
หลายคนคิดว่าแค่อึซีด เดี๋ยวก็คงหายเอง หรือปล่อยทิ้งไว้เพราะคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะอาหาร หมอบอกเลยว่าความคิดนี้อันตรายมากครับ การที่น้ำดีไหลผ่านไม่ได้นอกจากจะทำให้เกิดอาการดีซ่านแล้ว ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างรุนแรงในท่อน้ำดี ซึ่งทำให้มีไข้สูงหนาวสั่นตามมาได้
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าปล่อยให้มีการอุดตันนานๆ ตับอาจจะเกิดการอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นพังผืดหรือตับแข็งได้ในระยะยาว เพราะฉะนั้น การรู้เท่าทันอาการตั้งแต่เนิ่นๆ จึงช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลมได้ดีที่สุด
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาของแพทย์
เมื่อคนไข้มาพบแพทย์ด้วยอาการอุจจาระสีซีดร่วมกับตัวเหลืองตาเหลือง ขั้นตอนแรกหมอจะต้องซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด จากนั้นจะส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าก้อนนิ่วมันไปติดอยู่ตรงจุดไหนกันแน่
- การเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับและค่าน้ำดี: เพื่อดูว่ามีการอุดตันของทางเดินน้ำดีจริงหรือไม่
- การอัลตราซาวด์ช่องท้อง: เป็นวิธีเบื้องต้นที่ดีที่สุดในการมองหาก้อนนิ่วในถุงน้ำดีและท่อน้ำดี
- การส่องกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อน (ERCP): ในกรณีที่จำเป็นต้องคีบเอานิ่วที่หลุดไปอุดในท่อน้ำดีใหญ่ออก
สำหรับการรักษาหลักๆ ถ้าเป็นนิ่วที่ถุงน้ำดีที่ทำให้เกิดอาการบ่อยๆ แพทย์มักจะแนะนำให้ผ่าตัดส่องกล้องตัดถุงน้ำดีออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนซ้ำซ้อนขึ้นอีกในอนาคต
ดูแลตัวเองอย่างไรให้อย่างน้อยก็ห่างไกลจากโรคนิ่วในถุงน้ำดี
เรื่องของนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของเรานี่แหละครับ แม้เราจะหลีกเลี่ยงพันธุกรรมไม่ได้ แต่เราลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน
- หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงและของทอด: เพราะไขมันกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัว ซึ่งถ้ามีนิ่วอยู่จะทำให้ปวดท้องรุนแรง
- ไม่ควรอดอาหารหรือลดน้ำหนักเร็วเกินไป: การอดอาหารทำให้ น้ำดีในถุงน้ำดีคั่งค้างและตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่วได้ง่ายขึ้น
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน: ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของของเหลวในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ
- หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย: ทั้งสีอุจจาระ สีปัสสาวะ และอาการปวดท้องหลังมื้ออาหาร
ท้ายที่สุดนี้ สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว การมองกระจกดูสีผิวตา หรือการเหลือบมองโถส้วมหลังทำธุระเสร็จ อาจช่วยชีวิตเราไว้ได้มากกว่าที่คิดครับ