เวลาที่เห็นลูกน้อยตัวเล็กๆ นอนหายใจเสียงดังครืดคราด หรือบางครั้งมีเสียงหวีดแหลมๆ เล็ดลอดออกมาตอนหายใจออก เชื่อว่าหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่คงรู้สึกกังวลใจไม่น้อย ยิ่งถ้าลูกมีอาการไอต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืนหรือตอนที่อากาศเปลี่ยน หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามในใจว่า อาการเหล่านี้คือหวัดธรรมดา หรือจริงๆ แล้วลูกกำลังเผชิญกับ โรคหอบหืดในทารก กันแน่
ทำไมเด็กตัวเล็กๆ ถึงเป็นโรคหอบหืดได้? มาเข้าใจกลไกของร่างกายลูกกัน
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย หลอดลมของทารกนั้นมีขนาดเล็กมากและมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวสูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า เมื่อร่างกายของลูกสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ควันบุหรี่ อากาศที่เย็นจัด หรือแม้แต่เชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างสารคัดหลั่งและความร้อนสะสมจนเกิดการอักเสบขึ้นที่ผนังหลอดลม
การอักเสบนี้จะทำให้ผนังหลอดลมบวมหนาขึ้น กล้ามเนื้อรอบหลอดลมหดเกร็งตัว และมีการสร้างเสมหะเหนียวๆ ออกมาอุดตัน ส่งผลให้ช่องทางเดินหายใจที่แคบอยู่แล้ว ยิ่งตีบแคบลงไปอีก จนลมหายใจเข้าออกผ่านได้ยากและเกิดเสียงหวีดขึ้นมา กลไกนี้เองที่เป็นที่มาของ โรคหอบหืดในทารก
แยกให้ออก: ลูกแค่เป็นหวัดธรรมดา หรือกำลังส่งสัญญาณโรคหอบหืดในทารก?
เนื่องจากอาการแสดงในเด็กเล็กค่อนข้างสังเกตได้ยาก และมักจะซ้อนทับกับอาการไข้หวัดทั่วไป การสังเกตและจดบันทึกอาการของลูกอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างเบื้องต้นได้ดังนี้
- อาการหวัดธรรมดา: มักเริ่มด้วยการมีน้ำมูก ไข้ต่ำๆ และไอเล็กน้อย อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายสนิทภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์
- สัญญาณที่บ่งบอกถึง โรคหอบหืดในทารก: ลูกจะมีอาการไอเรื้อรังยาวนานกว่า 2-3 สัปดาห์ อาการมักจะรุนแรงขึ้นในช่วงกลางคืน ช่วงเช้ามืด หรือเวลาที่ลูกร้องไห้ หัวเราะ และวิ่งเล่น นอกจากนี้ มักมีอาการหายใจเร็ว หายใจเหนื่อยหอบ และมีเสียงหวีดแหลมๆ ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่หายใจออก
อีกหนึ่งข้อสังเกตที่สำคัญคือ เด็กที่เป็นโรคหอบหืดมักจะมีประวัติอาการหายใจหวีดซ้ำๆ มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด หรือผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ร่วมด้วย
อาการแบบไหนที่แปลว่าลูกกำลังจับหืดขั้นรุนแรง และต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที
เมื่อลูกมีอาการจับหืดเฉียบพลัน สิ่งสำคัญคือการประเมินความรุนแรงเพื่อพาลูกไปพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที หากพบว่าลูกมีอาการเหนื่อยหอบร่วมกับสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
- ชายโครงหรือหน้าอกบุ๋ม: เวลาลูกหายใจเข้า ผิวหนังบริเวณซอกซี่โครง ใต้ซี่โครง หรือแอ่งคอจะบุ๋มลึกเข้าไปอย่างชัดเจนเนื่องจากต้องใช้แรงในการดึงอากาศเข้าปอดอย่างมาก
- ปีกจมูกบาน: สังเกตเห็นปีกจมูกของลูกขยับกางออกกว้างทุกครั้งที่หายใจเข้า
- ริมฝีปากหรือเล็บเริ่มเปลี่ยนสี: ผิวบริเวณรอบริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเริ่มมีสีคล้ำ เขียว หรือซีดลง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจน
- ไม่ยอมกินนมหรือซึมลง: ลูกเหนื่อยเกินกว่าจะดูดนม ไอจนอาเจียนบ่อยครั้ง หรือมีอาการซึม ปลุกตื่นยาก และร้องไห้ไม่มีเสียง
วิธีดูแลและรักษาเมื่อคุณหมอวินิจฉัยว่าลูกเป็นหอบหืด
การรักษา โรคหอบหืดในทารก จะเน้นไปที่การควบคุมการอักเสบของหลอดลมในระยะยาวและการบรรเทาอาการเฉียบพลัน โดยทั่วไปยาที่ใช้จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก
1. ยาบรรเทาอาการเฉียบพลัน (Reliever Medication)
หรือที่มักเรียกกันว่ายาขยายหลอดลม ออกฤทธิ์เร็วเพื่อช่วยให้หลอดลมที่หดเกร็งคลายตัวออก ทำให้ลูกหายใจได้สะดวกขึ้นทันที ยานี้จะใช้เฉพาะเวลาที่ลูกมีอาการหอบหรือไอหนักเท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นประจำหากไม่มีอาการ
2. ยาควบคุมอาการระยะยาว (Controller Medication)
มักเป็นยากลุ่มสเตียรอยด์ชนิดพ่นสูดที่มีความปลอดภัยสูง ทำหน้าที่ลดการอักเสบและลดความไวของหลอดลมในระยะยาว ยานี้จำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่องทุกวันตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าลูกจะไม่มีอาการแสดงใดๆ แล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการหอบกลับมาเป็นซ้ำ
ข้อกังวลใจส่วนใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่คือเรื่องความปลอดภัยของการใช้ยาสเตียรอยด์ในเด็กเล็ก หมออยากสร้างความมั่นใจว่า ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นนี้ออกฤทธิ์เฉพาะที่บริเวณปอดและหลอดลมโดยตรง ปริมาณยาที่เข้าสู่กระแสเลือดส่วนอื่นของร่างกายมีน้อยมากเมื่อเทียบกับยารับประทาน จึงมีความปลอดภัยสูงมากและไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของลูกหากใช้อย่างถูกวิธีภายใต้การดูแลของแพทย์
นอกจากนี้ การพ่นยาในทารกจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพ่นที่เรียกว่า กระบอกพ่นยา (Spacer) ควบคู่กับหน้ากาก (Mask) เพื่อช่วยให้ละอองยาเข้าสู่ปอดของเด็กได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากทารกยังไม่สามารถสูดยาได้เองเหมือนเด็กโต
วิธีจัดบ้านและดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อปกป้องลูกน้อยจากสิ่งกระตุ้นอาการหอบ
นอกจากการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอแล้ว การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวลูกคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการหอบหืดลงได้อย่างยั่งยืน
- กำจัดแหล่งสะสมไรฝุ่น: ซักปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และผ้าห่มของลูกด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียสทุกสัปดาห์ เลี่ยงการใช้ตุ๊กตาขนสัตว์ พรม และผ้าม่านหนาๆ ในห้องนอนของลูก
- หลีกเลี่ยงควันทุกชนิดโดยเด็ดขาด: ควันบุหรี่ (รวมถึงสารพิษตกค้างตามเสื้อผ้าและผิวหนังของผู้สูบ หรือที่เรียกว่าควันบุหรี่มือสาม) ควันธูป ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และควันจากการทำอาหาร สิ่งเหล่านี้ระคายเคืองต่อหลอดลมของลูกอย่างรุนแรง
- งดเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน: ขนและรังแคของสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข หรือแมว เป็นสิ่งกระตุ้นอาการแพ้ที่พบบ่อย หากมีสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว ควรแยกสัตว์เลี้ยงให้อยู่นอกบ้านหรือห้ามเข้าห้องนอนของลูกโดยเด็ดขาด
- ควบคุมความชื้นและเครื่องปรับอากาศ: ล้างแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศเป็นประจำเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อรา และหลีกเลี่ยงการให้ลูกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกะทันหัน
สุดท้ายนี้ โรคหอบหืดในทารก เป็นโรคที่สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ดีและช่วยให้ลูกน้อยเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง มีพัฒนาการที่สมวัยได้ เพียงอาศัยความเข้าใจ ความใส่ใจในการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม และการร่วมมือกับแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ