ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาที่นั่งคุยกับคนไข้ในห้องตรวจแล้วได้ยินคำว่า มะเร็ง บรรยากาศในห้องมักจะเงียบลงไปถนัดตา ความกังวลและความกลัวมักจะฉายชัดอยู่บนใบหน้าของทั้งตัวคนไข้เองและญาติที่พามาด้วย คำถามยอดฮิตที่ผมมักจะได้ยินอยู่เสมอคือ หมอครับ/ค่ะ เราต้องรักษาด้วยวิธีไหนบ้าง ทำไมต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน

หนึ่งในแผนการรักษาที่พวกเราทีมแพทย์มักจะเลือกใช้ในหลายกรณี คือการใช้ยาลภามะเร็งร่วมกับการฉายรังสี หรือที่หลายคนคุ้นหูกันในชื่อ เคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสง ซึ่งในมุมมองของคนไข้ ฟังดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าเป็นวิธีที่หนักหนาและน่ากลัวไม่น้อย วันนี้ผมเลยอยากชวนมานั่งคุยกันแบบสบายๆ เหมือนพี่น้องเล่าให้ฟังว่า ทำไมคุณหมอถึงต้องให้การรักษาทั้งสองอย่างนี้พร้อมกัน และมันทำงานร่วมกันอย่างไรเพื่อให้ร่างกายเราสู้กับโรคนี้ได้ดีที่สุด

ทำไมคุณหมอถึงแนะนำให้ทำเคมีบำบัดพร้อมกับการฉายแสง

ถ้าเปรียบมะเร็งเป็นข้าศึกที่บุกรุกเข้ามาในร่างกาย การรักษาด้วยวิธีเดียวบางครั้งอาจจะยังจัดการได้ไม่หมดจด การเอาอาวุธสองชนิดมารวมกันจึงเพิ่มโอกาสในการเอาชนะได้มากกว่า โดยการรักษาทั้งสองแบบนี้จะแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจน

  • การฉายแสง (Radiation Therapy): เปรียบเสมือนการยิงปืนใหญ่หรือการโจมตีเป้าหมายแบบเจาะจงเฉพาะจุด เป็นการใช้รังสีพลังงานสูงไปทำลายดีเอ็นเอของเซลล์มะเร็งในตำแหน่งนั้นๆ ให้ฝ่อและตายไป โดยพยายามหลีกเลี่ยงเนื้อเยื่อปกติรอบข้างให้ได้มากที่สุด
  • การให้เคมีบำบัด (Chemotherapy): เปรียบเสมือนการส่งทหารเดินเท้ากระจายไปทั่วร่างกาย เพื่อไปจัดการกับเซลล์มะเร็งที่อาจจะเล็ดลอดหลุดรอดกระแสเลือดหรือต่อมน้ำเหลืองไปซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ที่เครื่องฉายแสงไปไม่ถึง

เมื่อนำมารวมกัน (ที่เราเรียกกันในทางการแพทย์ว่า Concurrent Chemoradiotherapy) ตัวยาเคมีบำบัดบางชนิดจะทำหน้าที่เป็นตัวเสริมพลัง ทำให้เซลล์มะเร็งมีความไวต่อรังสีมากขึ้น เหมือนกับการเปิดทางให้แสงเข้าไปทำงานจัดการเซลล์ร้ายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนั่นเอง

โรคแบบไหนบ้างที่มักจะต้องใช้ยาสูสูตรผสมผสานนี้

ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็งทุกคนที่จะต้องรับการรักษาทั้งสองอย่างพร้อมกันครับ โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะพิจารณาใช้แนวทางนี้กับมะเร็งบางชนิดที่ต้องการการควบคุมเฉพาะที่ค่อนข้างสูง หรือมะเร็งที่อยู่ในระยะลุกลามเฉพาะที่ เพื่อหวังผลในการรักษาให้หายขาด หรือเพื่อช่วยลดขนาดก้อนเนื้อให้เล็กลงก่อนที่จะทำการผ่าตัด

ตัวอย่างที่เราพบได้บ่อย เช่น มะเร็งปากมดลูกในระยะลุกลาม มะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ มะเร็งหลอดอาหาร หรือมะเร็งทวารหนัก ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้มักจะเป็นบริเวณที่จำกัด การผ่าตัดใหญ่อาจทำได้ยากหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะข้างเคียงค่อนข้างมาก การใช้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาอวัยวะเดิมเอาไว้พร้อมๆ กับการกำจัดโรค

ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญ: เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องรับการรักษาคู่กัน

ความท้าทายที่สุดของการรักษาแบบนี้คือ ผลข้างเคียงที่อาจจะมารุมเร้าพร้อมกันทั้งจากยาและจากรังสี เมื่อเซลล์ปกติที่แบ่งตัวเร็วในร่างกาย เช่น เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร เซลล์รากผม หรือเม็ดเลือดขาว ได้รับผลกระทบไปด้วย จึงทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่คนไข้ต้องพบเจอ

อาการระคายเคืองและแผลในปากหรือลำคอ

หากเป็นการฉายแสงบริเวณศีรษะและลำคอ ร่วมกับการได้รับยาเคมีบำบัด ช่วงสัปดาห์ที่สองหรือสามของการรักษา มักจะมีอาการเจ็บคอ กลืนลำบาก หรือมีแผลในปากเกิดขึ้น อาหารรสจัดจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในช่วงนี้เพราะจะแสบมาก การเลือกทานอาหารอ่อนๆ รสจืด นิ่ม และอุ่นกำลังดี จะช่วยให้ทานได้ง่ายขึ้น และต้องจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อไม่ให้เยื่อบุช่องปากแห้งเกินไป

อาการอ่อนเพลียและเม็ดเลือดต่ำ

ร่างกายจะรู้สึกเพลียมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เพราะไขกระดูกต้องทำงานหนักในการสร้างเม็ดเลือดใหม่ท่ามกลางฤทธิ์ยาและรังสี ในช่วงนี้ผลตรวจเลือดอาจจะบอกว่าเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งหมายความว่าภูมิคุ้มกันจะลดลง ต้องระวังเรื่องความสะอาดของอาหารและเลี่ยงการไปในที่แออัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การดูแลผิวหนังบริเวณที่ถูกฉายแสง

ผิวหนังตรงจุดที่โดนรังสีจะมีลักษณะคล้ายกับโดนแดดเผา คือมีอาการแดง แห้ง คัน หรือลอกได้ ข้อสำคัญคือ ห้ามทาโลชั่น ยาหม่อง หรือน้ำหอมใดๆ ที่แพทย์ไม่ได้สั่งเด็ดขาด และควรสวมเสื้อผ้าเนื้อนุ่มหลวมๆ เพื่อไม่ให้เกิดการเสียดสี

การสื่อสารกับทีมแพทย์คือหัวใจสำคัญที่สุด

ในระหว่างทางของการทำเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสง ซึ่งมักจะกินเวลาต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ร่างกายของคนไข้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผมมักจะบอกคนไข้เสมอคือ อย่าอดทนเงียบๆ คนเดียวครับ หากมีอาการผิด ปกติ เช่น ไข้ขึ้น ท้องเสียรุนแรง กินอาหารไม่ได้เลย หรืออ่อนเพลียจนลุกไม่ไหว ต้องรีบแจ้งให้พยาบาลหรือแพทย์ประจำตัวทราบทันที

เพราะในปัจจุบัน เรามีวิธีและยาประคับประคองอาการข้างเคียงเหล่านี้ได้ดีขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวด หรือการให้สารน้ำเสริมในกรณีที่ทานไม่ไหว การปรับขนาดยาหรือการพักการรักษาชั่วคราวเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่คุณหมอสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายคนไข้แต่ละราย

การเดินทางผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องอาศัยความอดทนอย่างมาก ทั้งตัวคนไข้เองและกำลังใจจากครอบครัว แต่ด้วยความเข้าใจในแผนการรักษา การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคนไข้กับทีมแพทย์ จะช่วยให้เราพาเรือลำนี้ฝ่าคลื่นลมไปจนถึงฝั่งแห่งความปลอดภัยได้อย่างแน่นอนครับ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down