ช่วงพักเที่ยงอันแสนเร่งรีบ งานที่กองเต็มโต๊ะ ทำให้หลายคนเลือกที่จะตักข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว เคี้ยวเพียงไม่กี่ครั้งก็กลืนลงคอ เพื่อที่จะได้รีบกลับไปทำงานต่อ พฤติกรรมเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนทำงาน ทว่าผ่านไปไม่นาน อาการจุกเสียด แน่นคอ ร้อนหน้าอก และมีน้ำรสเปรี้ยวขมไหลย้อนขึ้นมาในลำคอกลับกลายเป็นแขกไม่ได้รับเชิญที่มาเยือนอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ระหว่าง โรคกรดไหลย้อนและพฤติกรรมการรับประทานอาหารแบบรีบร้อนนี้ เป็นสิ่งที่หมอพบเจอในคนไข้วัยทำงานบ่อยมาก และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่บ่อนทำลายคุณภาพชีวิตอย่างคาดไม่ถึง
จุดเริ่มต้นของอาการจุกเสียด: เมื่อความรีบเร่งทำพิษกับกระเพาะอาหาร
เวลาที่เราเร่งรีบ ร่างกายจะอยู่ในสภาวะตื่นตัว ความเครียดที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อรวมกับพฤติกรรมการกินที่รวดเร็วเกินไป ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้กระเพาะอาหารต้องรับภาระหนักขึ้นเป็นสองเท่า หลายคนเข้าใจว่าอาการกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะมีมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมการกินที่รีบร้อนนี่แหละที่เป็นตัวจุดชนวนให้ระบบกลไกการป้องกันกรดไหลย้อนตามธรรมชาติของร่างกายล้มเหลว
กลไกในร่างกายเมื่อเรากลืนอาหารลงไปอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้อ่านเข้าใจง่าย หมอขออธิบายกลไกที่เกิดขึ้นในร่างกายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เมื่อเราเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดและกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นอุปสรรคต่อการย่อยดังนี้
ลมในท้องเยอะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ
การเคี้ยวเร็วและกลืนเร็วทำให้เรากลืนอากาศเข้าไปในกระเพาะอาหารในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว อากาศเหล่านั้นจะกลายเป็นแก๊สสะสมอยู่ในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแรงดันจากแก๊สเหล่านี้เองที่จะคอยดันให้หูรูดระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารเปิดออก ส่งผลให้กรดและน้ำย่อยไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ง่ายขึ้น
หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว
ปกติแล้ว หูรูดส่วนปลายหลอดอาหารจะทำหน้าที่เหมือนประตูกลปิดกั้นไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมา แต่เมื่อเรากลืนอาหารชิ้นใหญ่ที่เคี้ยวไม่ละเอียดลงไป กระเพาะอาหารต้องขยายตัวกว้างขึ้นและใช้เวลาในการย่อยนานขึ้น การที่กระเพาะอาหารเต็มไปด้วยอาหารชิ้นใหญ่และมีความดันสูงเป็นเวลานาน จะส่งผลให้หูรูดล้าและเริ่มปิดไม่สนิทในที่สุด
5 วิธีปรับพฤติกรรมการกินใหม่ ทวงคืนความสบายให้ระบบย่อยอาหาร
การรักษาโรคกรดไหลย้อนที่ยั่งยืนที่สุดไม่ใช่การพึ่งพาแต่ยาลดกรดเพียงอย่างเดียว แต่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หมอขอแนะนำวิธีง่ายๆ ที่สามารถเริ่มทำได้ทันทีในมื้อต่อไป
ฝึกเคี้ยวให้ช้าลง ท่องไว้ 20-30 ครั้งต่อคำ
การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดจนกลายเป็นของเหลวหนืดก่อนกลืน จะช่วยลดภาระการทำงานของกระเพาะอาหารได้อย่างมหาศาล น้ำลายของเรามีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยแป้งในเบื้องต้นอยู่แล้ว การเคี้ยวนานขึ้นยังช่วยให้สมองมีเวลาส่งสัญญาณเตือนว่าอิ่ม ทำให้เราไม่กินอาหารมากจนเกินไป
วางช้อนส้อมลงบ้างระหว่างมื้อ
เทคนิคง่ายๆ สำหรับคนที่ติดนิสัยตักอาหารกินอย่างต่อเนื่อง คือการวางช้อนและส้อมลงบนจานทุกครั้งหลังนำอาหารเข้าปาก เคี้ยวให้หมดกลืนให้เรียบร้อยแล้วจึงค่อยหยิบช้อนตักคำต่อไป วิธีนี้จะช่วยชะลอความเร็วในการกินได้อย่างเป็นธรรมชาติ
จัดเวลาสำหรับมื้ออาหารโดยเฉพาะ หลีกเลี่ยงการกินไปทำงานไป
ควรงดการดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ตอบอีเมล หรือทำงานขณะรับประทานอาหาร เพราะเมื่อสมองจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น เรามักจะเคี้ยวเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว การรับประทานอาหารอย่างมีสติจะช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลายและเอื้อต่อการทำงานของระบบย่อยอาหารที่ดีขึ้น
ไม่ดื่มน้ำตามในปริมาณมากทันทีหลังมื้ออาหาร
การดื่มน้ำตามมากๆ ระหว่างมื้อหรือหลังมื้ออาหารทันที จะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง ส่งผลให้อาหารย่อยได้ช้าลงและตกค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น หากรู้สึกคอแห้ง ให้จิบน้ำอุ่นทีละน้อยแทน
เว้นระยะเวลา 3 ชั่วโมงหลังกินเสร็จ ก่อนเอนตัวนอน
แรงโน้มถ่วงของโลกช่วยพยุงไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมา ดังนั้นหลังรับประทานอาหารเสร็จ ควรกระตุ้นการย่อยด้วยการเดินเบาๆ และห้ามเอนตัวนอนราบอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อปล่อยให้กระเพาะอาหารได้ทำหน้าที่บีบตัวส่งอาหารลงสู่ลำไส้เล็กอย่างสมบูรณ์
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าถึงเวลาต้องไปพบหมอแล้ว
แม้ว่าการปรับพฤติกรรมจะช่วยบรรเทาอาการได้ดี แต่หากเริ่มมีอาการเตือนทางร่างกายที่รุนแรงขึ้น เช่น กลืนอาหารลำบาก เจ็บขณะกลืน อาหารติดคอ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุ อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีสีดำเข้ม อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าอาจมีความผิดปกติที่รุนแรงในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที
การหันมาใส่ใจและให้เวลากับมื้ออาหารเพิ่มขึ้นเพียงวันละ 10-15 นาที อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือสุขภาพกระเพาะอาหารที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และช่วยให้ห่างไกลจากความทรมานของโรคกรดไหลย้อนได้อย่างยั่งยืน