หลายครั้งในห้องตรวจ หมอมักจะได้ยินคำถามจากคนไข้และครอบครัวเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รวดเร็ว หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจนคนรอบข้างเริ่มรับมือไม่ไหว หลายคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่เป็นเพียงแค่ความเครียดชั่วคราว นิสัยส่วนตัว หรือแท้จริงแล้วกำลังเผชิญกับความเจ็บป่วยทางใจบางอย่างอยู่กันแน่
เมื่ออารมณ์และพฤติกรรมที่เคยควบคุมได้เริ่มสั่นคลอนการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง นั่นอาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ แต่กำลังส่งสัญญาณถึง ภาวะความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรม ที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เมื่ออารมณ์และพฤติกรรมเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
ในชีวิตปกติของคนเรา ย่อมมีวันที่อารมณ์ดี อารมณ์เสีย หรือรู้สึกโกรธและเศร้าหมองปะปนกันไป ทว่าจุดตัดสำคัญที่แบ่งแยกพฤติกรรมทั่วไปออกจากภาวะความผิดปกติ คือ ความรุนแรง ความต่อเนื่องยาวนาน และผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
หากความแปรปรวนเหล่านั้นเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน จนส่งผลให้ไม่สามารถไปทำงาน เรียนหนังสือ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ตามปกติ อาการเหล่านี้อาจเข้าข่ายภาวะความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรม ซึ่งไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ หรือการแกล้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นความเจ็บป่วยทางระบบประสาทและจิตใจที่ต้องการการรักษา
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องคิดมากหรือนิสัยส่วนตัว
การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้เร็วขึ้น โดยเราสามารถแบ่งสัญญาณเตือนออกเป็นกลุ่มอาการเด่นๆ ได้ดังนี้
อาการทางอารมณ์ที่แปรปรวนอย่างเห็นได้ชัด
- มีความรู้สึกเศร้าหมอง หม่นหมอง หรือรู้สึกว่างเปล่าในใจติดต่อกันเป็นเวลานาน
- มีอารมณ์วิตกกังวล กลัว หรือตื่นตระหนกง่ายกับเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน
- อารมณ์ร้อน ฉุนเฉียวง่าย และไม่สามารถควบคุมความโกรธของตัวเองได้เหมือนแต่ก่อน
- มีอาการอารมณ์ขึ้นลงอย่างสุดขั้ว เช่น บทจะดีก็กระตือรือร้นผิดปกติ บทจะแย่ก็ซึมเศร้าจนไม่อยากทำอะไรเลย
พฤติกรรมภายนอกที่เริ่มเปลี่ยนแปลงและสร้างปัญหา
- แยกตัวออกจากสังคม ไม่อยากพบปะผู้คน แม้กระทั่งเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว
- พฤติกรรมการกินและการนอนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น นอนไม่หลับเลย หรือนอนมากเกินไป กินไม่ได้เลย หรือกินมากผิดปกติ
- ละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ไม่ยอมไปเรียนหรือไปทำงาน
- มีพฤติกรรมต่อต้าน ก้าวร้าว ทำลายข้าวของ หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายที่ไม่เคยทำมาก่อน
เจาะลึกสาเหตุ: ทำไมร่างกายและสิ่งแวดล้อมถึงหล่อหลอมพฤติกรรมเหล่านี้?
ทางการแพทย์พบว่าภาวะความผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ร่วมกันของหลายปัจจัยที่ซับซ้อน
ปัจจัยแรกเริ่มจากทางชีวภาพและพันธุกรรม โครงสร้างสมองและการทำงานของสารสื่อประสาทที่ไม่สมดุล เช่น สารเซโรโทนินและโดปามีน มีส่วนสำคัญอย่างมากในการกำหนดอารมณ์และการตอบสนองต่อสิ่งเร้า นอกจากนี้ ประวัติคนในครอบครัวที่มีภาวะเจ็บป่วยทางจิตเวชก็เพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน
ปัจจัยถัดมาคือเรื่องของสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ชีวิต การเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรงในอดีต การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ความเครียดสะสมจากการทำงานหรือปัญหาการเงิน รวมไปถึงรูปแบบการเลี้ยงดูในวัยเด็ก ล้วนส่งผลต่อกระบวนการคิด การจัดการอารมณ์ และการแสดงออกทางพฤติกรรมเมื่อเติบโตขึ้น
วิธีดูแลรักษาที่ช่วยคืนความสมดุลให้ชีวิตและจิตใจ
การรักษาภาวะความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงและมีความยืดหยุ่นตามอาการของแต่ละบุคคล โดยส่วนใหญ่แพทย์จะใช้แนวทางการรักษาร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การรักษาด้วยยาจะช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ลดความรุนแรงของอารมณ์ที่แปรปรวน ช่วยให้คนไข้สงบลงและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการทำจิตบำบัดและการให้คำปรึกษา เช่น การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม เพื่อช่วยให้คนไข้เข้าใจต้นตอของปัญหาอารมณ์ เรียนรู้วิธีการปรับความคิด และสร้างทักษะในการเผชิญหน้ากับความเครียดอย่างสร้างสรรค์
วิธีรับมือสำหรับครอบครัวและคนใกล้ชิด เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน
คนรอบข้างคือแรงสนับสนุนที่สำคัญที่สุดในการเยียวยาผู้ที่มีภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ สิ่งแรกที่ควรทำคือการรับฟังด้วยความเข้าใจและปราศจากการตัดสิน หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดเชิงลบหรือเปรียบเทียบ เช่น "ทำไมไม่พยายามปรับปรุงตัว" หรือ "เรื่องแค่นี้เองทำไมทนไม่ได้" เพราะคำพูดเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกผิดและโดดเดี่ยวให้กับผู้ป่วย
การสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ คอยช่วยดูแลเรื่องการกินยาและการไปพบแพทย์ตามนัด พร้อมทั้งร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมในบ้านที่อบอุ่น ปลอดภัย และลดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเครียด จะช่วยให้อาการของคนไข้ฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคงในระยะยาว