หลายคนคงเคยเจอประสบการณ์นั่งเบ่งอยู่ในห้องน้ำนานสองนาน ปวดท้องหน่วงๆ อึดอัดแน่นท้องจนทำอะไรไม่ถูก แถมผ่านมาหลายวันแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าเจ้าก้อนอุจจาระเจ้ากรรมจะยอมออกมาสักที อาการแบบนี้แหละที่เรียกว่าท้องผูกเฉียบพลัน ซึ่งสร้างความทรมานให้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ในฐานะหมอ เวลาเจอคนไข้มาด้วยอาการนี้ สิ่งแรกที่เรามักจะได้ยินคือความอยากหาทางออกด่วนๆ หนึ่งในวิธีที่คนนึกถึงและนิยมใช้กันบ่อยเมื่อเจอทางตันแบบนี้ก็คือ การสวนอุจจาระเพื่อบรรเทาอาการท... แต่เดี๋ยวก่อนครับ วิธีนี้ใช่ว่าจะเป็นทางเลือกแรกที่ควรทำกับทุกคนเสมอไป และถ้ารีบร้อนทำโดยไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง อาจเกิดอันตรายตามมาได้มากกว่าที่คิด
ท้องผูกฉับพลันแบบไหน ถึงขั้นต้องพึ่งยาสวน?
เวลาที่ลำไส้เกิดอุดตันจากอุจจาระที่แห้งและแข็งมากๆ จนกลายเป็นก้อนก้อนใหญ่คาอยู่ตรงส่วนปลายไส้ตรง ร่างกายจะพยายามขับออกแต่ทำไม่ได้ ทำให้เกิดอาการปวดเกร็ง ท้องอืด แน่นท้อง หรือบางคนมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย
หากลองปรับพฤติกรรมเบื้องต้นแล้ว เช่น ดื่มน้ำมากๆ กินไฟเบอร์ หรือขยับร่างกายแล้วยังไม่ดีขึ้น และไม่ได้ถ่ายมาติดต่อกันเกิน 3 ถึง 4 วัน จนเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การใช้ยาสวนทวารจึงถูกหยิบยกมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยระบายก้อนอุจจาระที่อัดแน่นให้ออกมาได้อย่างรวดเร็ว โดยยาจะเข้าไปช่วยหล่อลื่นและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ส่วนปลายทันที
รู้จักประเภทของยาสวนทวารที่มีขายตามร้านขายยา
ยาสวนทวารที่เราเห็นตามร้านขายยาทั่วไป หลักๆ จะแบ่งออกเป็นรูปแบบที่เข้าใจและใช้งานได้ไม่ยาก ดังนี้ครับ
- ยาสวนชนิดเหลวสำเร็จรูป (Enema): เป็นหลอดพลาสติกพร้อมปลายเรียวที่มีน้ำยาบรรจุอยู่ภายใน ด้านในมักเป็นสารละลายกลีเซอรีนหรือเกลือโซเดียม ซึ่งออกฤทธิ์เร็วภายใน 5 ถึง 15 นาทีหลังจากสวนเข้าไป
- ลูกสูบยางแดงสำหรับสวนล้าง: นิยมใช้ในโรงพยาบาลหรือผู้ป่วยติดเตียง โดยใช้น้ำอุ่นหรือน้ำเกลือปริมาณมากกว่าแบบหลอดสำเร็จรูป ต้องอาศัยความระมัดระวังเรื่องปริมาณน้ำและแรงดัน
ขั้นตอนการสวนอุจจาระด้วยตัวเองอย่างปลอดภัยและถูกวิธี
สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้ยาสวนชนิดหลวสำเร็จรูปที่บ้าน ความสะอาดและขั้นตอนที่นุ่มนวลคือหัวใจสำคัญ ป้องกันไม่ให้เกิดแผลบริเวณทวารหนัก
- ล้างมือให้สะอาดและเตรียมตัวในท่านอนตะแคงซ้าย งอเข่าขวาขึ้นแนบชิดอกเล็กน้อย เพราะเป็นท่าที่รับกับแนวโค้งของลำไส้ใหญ่ส่วนปลายพอดี
- นำหลอดสวนที่ทาเจลหล่อลื่นหรือวาสลีนที่ปลายเรียบร้อยแล้ว สอดเบาๆ เข้าไปทางทวารหนัก ลึกประมาณ 1 ถึง 2 นิ้ว ห้ามใช้อารมณ์เร่งรีบหรือดันเข้าไปแรงๆ เด็ดขาด
- ค่อยๆ บีบน้ำยาในหลอดจนหมด แล้วดึงหลอดออกในขณะที่ยังบีบหลอดค้างไว้ เพื่อไม่ให้น้ำยาไหลย้อนกลับเข้ามาในหลอด
- นอนพักในท่าเดิมประมาณ 5 ถึง 10 นาที หรือจนกว่าจะรู้สึกปวดอยากถ่ายอุจจาระอย่างรุนแรง จึงค่อยลุกไปเข้าห้องน้ำ
ข้อควรระวังสำคัญและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
แม้การสวนจะช่วยชีวิตในยามคับขันได้ดี แต่ก็มีข้อจำกัดและข้อควรระวังที่คุณหมอต้องเตือนดังนี้ครับ
- ห้ามทำบ่อยจนเป็นนิสัย: หากลำไส้คุ้นชินกับการพึ่งพายาสวนตลอดเวลา จะทำให้กลไกการขับถ่ายตามธรรมชาติเสื่อมประสิทธิภาพลง สุดท้ายจะกลายเป็นคนท้องผูกเรื้อรังที่หนักกว่าเดิม
- ระวังแผลฉีกขาด: การสอดปลายหลอดแรงเกินไปอาจทำให้เยื่อบุทวารหนักถลอก เลือดออก หรือติดเชื้อได้ง่าย
- กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเลี่ยง: คนที่เป็นโรคแผลที่ทวารหนัก ริดสีดวงทวารระยะอักเสบรุนแรง หรือผู้ป่วยโรคหัวใจบางกลุ่ม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาสวนทุกครั้ง
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องรีบไปพบแพทย์
หากคุณใช้ยาสวนแล้วยังไม่ออก หรือมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่าฝืนทำต่อที่บ้านนะครับ ควรไปโรงพยาบาลโดยด่วน
- ปวดท้องรุนแรงมาก ท้องแข็ง หรืออาเจียนพุ่ง
- มีเลือดสดๆ ไหลออกมาจากทวารหนักจำนวนมากหลังการสวน
- มีไข้ร่วมกับอาการท้องผูก
- ท้องผูกสลับกับท้องเสียเรื้อรังนานเกินสองสัปดาห์
ท้ายที่สุดแล้ว การสวนอุจจาระเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อความสบายตัวชั่วคราวเท่านั้น การดูแลระยะยาวที่ยั่งยืนคือการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ กินผักผลไม้ที่มีกากใยสูง และหมั่นขยับร่างกายออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ระบบขับถ่ายของเรากลับมาทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งยาครับ