เวลาลูกน้อยไม่สบาย คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่ใจคอไม่ดีเลยใช่ไหมครับ นั่งเฝ้าไข้ทั้งคืน เช็ดตัวทั้งวัน คอยมองหน้าลูกด้วยความเป็นห่วงว่าตกลงอาการที่เป็นอยู่เนี่ย มันแค่ไข้หวัดธรรมดาที่นอนพักที่บ้านพรุ่่งนี้ก็หาย หรือมันกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่างที่ปล่อยไว้ไม่ได้
ในฐานะหมอที่เจอคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆ มาหาที่ห้องฉุกเฉินดึกๆ ดื่นๆ บ่อยๆ ผมเข้าใจความกังวลนี้ดีครับ บางเคสมาเร็วไปนิดลูกแค่เป็นหวัดธรรมดา แต่อีกหลายเคสที่มาช้าเกินไปเพราะคิดว่ารอดูอาการก่อน จนอาการลุกลามใหญ่โต วันนี้ผมเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าสัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่า เกณฑ์การตัดสินใจรีบนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาล นั้นมาถึงแล้ว และเราไม่ควรลังเลอีกต่อไป
ลูกหายใจผิดปกติ หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม แบบนี้อันตรายมาก
เรื่องการหายใจคือสิ่งแรกที่หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตเป็นอันดับต้นๆ เพราะเด็กเล็กหากมีปัญหาเรื่องทางเดินหายใจ อาการจะทรุดลงเร็วมาก
ถ้าสังเกตเห็นว่าลูกมีอาการเหล่านี้ ไม่ต้องรอให้ถึงเช้าครับ รีบพาไปโรงพยาบาลทันที:
- หายใจเร็วกว่าปกติ: นับจังหวะการหายใจแล้วมันเร็วกว่าเดิมมาก หรือหายใจแล้วอกกระเพื่อมแรง
- หายใจมีเสียงดังแปลกๆ: เช่น เสียงครืดคราด เสียงหวีด หรือเสียงเหมือนคนนอนกรนดังๆ ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็น
- หายใจจนตัวช่วยทำงาน: เวลาหายใจสังเกตเห็นปีกจมูกบานเข้าบานออก หรือกล้ามเนือง่ามคอและซี่โครงบุ๋มลงไปทุกครั้งที่สูดอากาศเข้าไป
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มเขียวคล้ำ: อันนี้คือภาวะขาดออกซิเจนขั้นรุนแรง ต้องถึงมือแพทย์ด่วนที่สุด
ซึมมากปลุกไม่ค่อยตื่น หรือร้องไห้งอแงผิดปกติไม่ยอมหยุด
เด็กป่วยก็ต้องมีงอแงเป็นธรรมดา แต่ถ้าสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นั่นคือสัญญาณเตือนจากสมองและระบบประสาท
อาการซึมที่น่ากลัว: เรียกไม่ค่อยรู้ตัว ตาปรือ มองเหม่อ ไม่สบตา หรือนอนนิ่งปลุกตื่นยากมาก แรงไม่มีแม้แต่จะลืมตาดูแม่ แบบนี้ห้ามรอเด็ดขาด
อาการร้องกวนที่ไม่ใช่เรื่องปกติ: ร้องไห้โยเยแบบเจ็บปวดทรมาน ร้องนานติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยปลอบอย่างไรก็ไม่เงียบ หรือเวลามีใครไปอุ้มไปโดนตัวแล้วร้องกรี๊ดลั่นเหมือนเจ็บมาก อาการเหล่านี้อาจซ่อนโรคติดเชื้อรุนแรงไว้ข้างใน
ไข้สูงปรี๊ดในเด็กเล็ก หรือชักครั้งแรกในชีวิต
เรื่องไข้สูงเป็นสิ่งที่พบบ่อย แต่ระดับความอันตรายจะขึ้นอยู่กับอายุของเด็กครับ
ลูกอายุต่ำกว่า 3 เดือนแล้วมีไข้
ถ้าเด็กเล็กมากๆ ยังไม่ถึงสามเดือนแล้วตัวร้อนขึ้นมา แม้จะดูร่าเริงดี ไม่มีอาการอะไรอื่นร่วมด้วยเลย ก็ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีครับ เพราะภูมิคุ้มกันเขาน้อยมาก เชื้อโรคอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองได้อย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว
อาการชักจากไข้สูง
ถ้าลูกมีอาการเกร็ง ชัก ตาค้าง หรือหมดสติไป แม้ว่าพอหายชักแล้วลูกจะฟื้นขึ้นมาเป็นปกติ ก็ต้องพาไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงทันที ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด
อาเจียนพุ่ง ท้องเสียหนัก จนร่างกายขาดน้ำ
อาการท้องเสียหรืออาเจียนในเด็ก หากเป็นๆ หายๆ อาจจะพอดื่มเกลือแร่ประคับประคองที่บ้านได้ แต่ถ้ามีลักษณะแบบนี้เมื่อไหร่คือต้องไปโรงพยาบาลน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดแล้วครับ
- อาเจียนพุ่งทุกครั้งที่กินอะไรเข้าไป แม้แต่น้ำเปล่าก็อ้วกออกหมด
- ถ่ายเหลวเป็นน้ำจำนวนมาก หรือถ่ายปนเลือด
- มีภาวะขาดน้ำ: ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และที่สำคัญคือไม่ได้ปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง
อุบัติเหตุรุนแรงที่กระทบกระเทือนศีรษะหรือร่างกาย
นอกจากเรื่องเจ็บป่วยจากโรคภัยแล้ว อุบัติเหตุในเด็กก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยไม่ต้องรอสังเกตการณ์นาน โดยเฉพาะ:
- ตกจากที่สูง หัวกระแทกพื้นแรงๆ แล้วมีอาการอาเจียนพุ่ง ซึมลง หรือเดินเซ
- มีแผลฉีกขาดลึก เลือดไหลไม่หยุด หรือกระดูกหักผิดรูป
- สำลักสิ่งแปลกปลอม เช่น ของเล่น เมล็ดผลไม้ หรือติดคอจนหายใจไม่ออก
ท้ายที่สุดแล้ว ความรู้สึกสังหรณ์ใจของคนเป็นแม่เป็นพ่อมีความแม่นยำสูงมากครับ หากรู้สึกว่าลูกดูแย่ลงกว่าเดิมเรื่อยๆ อาการไม่น่าไว้วางใจเลยแม้ว่าจะไม่ตรงกับเช็คลิสต์ด้านบนทั้งหมด การตัดสินใจพามาพบแพทย์ล่วงหน้า ย่อมปลอดภัยกว่าการรอให้เกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นที่บ้านอย่างแน่นอนครับ