เวลาที่คุณพ่อคุณแม่เปิดผ้าอ้อมหรืออุ้มลูกน้อยแล้วเจอผื่นแดงๆ ขึ้นตามตัว ใจคนเป็นพ่อเป็นแม่คงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ยิ่งเวลาอาบน้ำแล้วลูกร้องงอแงเพราะแสบผิว ยิ่งทำให้เราเครียดหนักเข้าไปใหญ่ว่าตกลงแล้ว เรากำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำร้ายผิวลูกอยู่หรือเปล่า
ในฐานะหมอเด็กและคนที่เจอคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาปรึกษาเรื่องผื่นผิวหนังอยู่ทุกวัน ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ ผิวของเด็กทารกโดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กที่เป็นผื่นอยู่แล้ว จะมีความบอบบางและสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าปกติ เกราะป้องกันผิวที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ทำให้สารเคมี น้ำหอม หรือสารทำความสะอาดที่รุนแรงซึมเข้าผิวได้ง่ายและกระตุ้นให้ผื่นกำเริบ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะหยิบขวดไหนก็ได้จากชั้นวางสินค้า
ผิวลูกที่เป็นผื่น ต้องการการดูแลแบบไหนเป็นพิเศษ?
ผิวหนังของทารกแรกเกิดมีความหนาเพียงแค่ประมาณหนึ่งในห้าของผิวผู้ใหญ่เท่านั้นครับ ยิ่งเวลาที่มีผื่นแพ้ ผื่นผ้าอ้อม หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เกิดขึ้น แปลว่าปราการผิวหรือ Skin Barrier บริเวณนั้นกำลังเสียหาย น้ำในผิวระเหยออกได้ง่าย และสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น
เป้าหมายหลักในการเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับเด็กกลุ่มนี้ จึงไม่ใช่แค่การชำระล้างสิ่งสกปรกให้สะอาดเอี่ยมออแบบผิวเอี๊ยดอ๊าด แต่เป็นการทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนที่สุด พร้อมกับรักษาความชุ่มชื้นและน้ำมันตามธรรมชาติในผิวเอาไว้ให้ได้มากที่สุดครับ
เช็คลิสต์ด่วน: สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาดในขวดผลิตภัณฑ์ของลูก
เวลาเดินไปเลือกซื้อสบู่เหลวหรือแชมพูให้ลูกที่เป็นผื่น สิ่งแรกที่หมออยากให้ทำคือการพลิกหลังขวดแล้วอ่านฉลากส่วนผสมครับ ถ้าเจอสารเหล่านี้วางอยู่ต้นๆ รายการ วางกลับลงชั้นได้เลยครับ
- น้ำหอมและสารแต่งกลิ่น (Fragrance / Parfum): ตัวการอันดับหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้และระคายเคือง แม้แต่กลิ่นอ่อนๆ ที่หอมละมุน ก็อาจทำให้ผื่นของลูกเห่อขึ้นมาได้
- สารทำความสะอาดกลุ่มซัลเฟต (เช่น SLS และ SLES): สารเหล่านี้ทำให้เกิดฟองเยอะและล้างคราบมันได้ดีเยี่ยม แต่สำหรับผิวเด็กที่เป็นผื่น มันชะล้างไขมันที่จำเป็นบนผิวออกไปจนหมด ทำให้ผิวแห้งตึงและยิ่งคันมากกว่าเดิม
- สารกันเสียกลุ่มพาราเบน (Parabens) และสารกันบูดบางชนิด: แม้จะช่วยยืดอายุผลิตภัณฑ์ แต่บางคนที่มีผิวแพ้ง่ายมากๆ อาจเกิดปฏิกิริยาการอักเสบซ้ำซ้อนได้
- สีสังเคราะห์: ไม่มีประโยชน์อะไรกับผิวเด็กเลย มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงในการแพ้โดยใช่เหตุ
เทคนิคเลือกซื้อและอ่านฉลากฉบับหมอแนะนำ
แล้วเราควรเลือกขวดแบบไหนดีล่ะ? ให้มองหาคุณสมบัติเหล่านี้บนฉลากครับ
- ค่า pH เป็นกรดอ่อนๆ (ประมาณ 4.5 ถึง 5.5): ผิวหนังมนุษย์เรามีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรค การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นด่างจะไปทำลายเกราะปกป้องผิวตามธรรมชาติ
- ผ่านการทดสอบการระคายเคือง (Hypoallergenic Tested): หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบกับผิวคนที่แพ้ง่ายมาแล้วว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้
- เนื้อสัมผัสแบบเจลใสหรือโลชั่นน้ำนม: ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ค่อยมีฟองหรือแทบไม่มีฟองเลย มักจะเป็นมิตรกับผิวที่เป็นผื่นมากกว่าชนิดที่ฟองฟูหนานุ่ม
อาบน้ำอย่างไรไม่ให้ผื่นกำเริบหนักกว่าเดิม
การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีเป็นแค่ครึ่งทางครับ วิธีการอาบน้ำก็สำคัญไม่แพ้กัน
ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นจัดๆ (ค่อนไปทางเย็น): ห้ามอาบน้ำอุ่นจัดให้เด็กที่เป็นผื่นเด็ดขาดครับ เพราะน้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวออกไปจนหมด ทำให้ผิวแห้งและคันยิบๆ หลังอาบน้ำเสร็จ
เวลาอาบต้องกระชับ รวดเร็ว: ไม่ควรแช่ตัวในอ่างนานเกินไป เอาแค่ 5 ถึง 10 นาทีก็พอครับ นานกว่านั้นผิวจะสูญเสียความชุ่มชื้น
ซับผิวให้แห้งเบาๆ: หลังอาบน้ำเสร็จ อย่าใช้ผ้าขนหนูถูตัวลูกแรงๆ ให้ใช้ผ้าเนื้อนุ่มซับน้ำส่วนเกินออกเบาๆ ให้ผิวหมาดๆ
ขั้นตอนทองคำ: ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ทันทีหลังซับตัว
ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการกู้ผิวลูกคือ ภายใน 3 ถึง 5 นาทีหลังซับตัวแห้งครับ ในขณะที่ผิวหนังยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ ให้รีบทาครีมบำรุงผิวหรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์สูตรอ่อนโยนที่ไม่มีน้ำหอมทันที เปรียบเสมือนการล็อกน้ำเอาไว้ไม่ให้ระเหยหนีไปไหน ช่วยให้เกราะผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น อาการคันและผื่นแดงก็จะค่อยๆ ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าดูแลเบื้องต้นแล้วผ่านมาหลายวันอาการของลูกยังไม่ดีขึ้น มีตุ่มหนอง มีน้ำเหลืองซึม หรือลูกดูคันมากจนนอนไม่หลับ อันนั้นอาจจะไม่ใช่แค่ผิวแห้งธรรมดา แต่อาจมีการติดเชื้อแทรกแซงร่วมด้วย ถึงเวลาที่ต้องพามาพบหมอเพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียดและรับยาทาที่เหมาะสมครับ