เวลาที่หมอนั่งคุยกับคุณพ่อคุณแม่ในห้องตรวจปัญหาสุขภาพเด็ก หนึ่งในหัวข้อที่สร้างความกังวลใจและมีการสอบถามเข้ามาบ่อยที่สุด คือเรื่องการปรับตัวและปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างของลูกน้อย หลายครอบครัวสังเกตเห็นว่าลูกมักจะแยกตัวไปเล่นคนเดียว ไม่ค่อยสบตาเวลาคุย หรือบางครั้งก็ดูเหมือนไม่เข้าใจความรู้สึกของเพื่อนร่วมชั้น อาการเหล่านี้มักนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มอาการออทิสติก
ทำความเข้าใจออทิสติกสเปกตรัม: โลกที่มองต่าง มุมมองที่ต่างไป
คำว่า สเปกตรัม เปรียบเสมือนแถบสีรุ้งที่มีความหลากหลายและกว้างขวางมาก เด็กแต่ละคนที่เป็นออทิสติกจึงไม่มีใครที่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ บางคนอาจมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านที่โดดเด่นมาก ขณะที่บางคนอาจต้องการการดูแลช่วยเหลือในชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดร่วมสำคัญที่ทำให้พวกเขาต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมคือ เรื่องของการสื่อสารและทักษะสังคม
หลายคนอาจตั้งคำถามว่าความเชื่อมโยงระหว่าง โรคออทิสติกสเปกตรัมและการเข้าสังคมนั้นทำงานอย่างไร หมออยากชวนให้มองว่า สมองของพวกเขาเปรียบเหมือนระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาไม่เหมือนกับคนทั่วไป การรับรู้ข้อมูลรอบตัว การตีความสัญญาณทางสังคม และการตอบสนองจึงมีความเฉพาะตัวสูงมาก ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากมีเพื่อนหรือไม่อยากพูดคุยกับใคร เพียงแต่พวกเขายังไม่รู้วิธีการเข้าหาที่เหมาะสมในรูปแบบที่สังคมคุ้นเคยเท่านั้นเอง
ทำไมการสบตาหรือพูดคุยธรรมดา ถึงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา
คนทั่วไปมักใช้สัญชาตญาณในการทำความเข้าใจสัญญะต่างๆ ในสังคมโดยแทบไม่ต้องคิด แต่สำหรับเด็กกลุ่มออทิสติก ทุกการปฏิสัมพันธ์คือกระบวนการที่ต้องใช้พลังงานสมองอย่างมหาศาลในการถอดรหัส
ภาษากายที่ต่างออกไป: เมื่อการสบตาและการอ่านสีหน้าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
การสบตาตรงๆ สำหรับพวกเขาอาจสร้างความรู้สึกอึดอัดหรือทำให้สมองได้รับข้อมูลมากเกินไปจนประมวลผลไม่ทัน การหลบสายตาจึงเป็นกลไกที่ช่วยให้พวกเขารู้สึกสงบและจดจ่อกับการฟังเสียงได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การอ่านสีหน้า ท่าทาง หรือน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยก็เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา พวกเขาจึงมักแสดงออกด้วยท่าทางที่ดูนิ่งเฉย ซึ่งไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่มีความรู้สึก แต่เกิดจากการที่ระบบประสาทกำลังพยายามประมวลผลข้อมูลรอบตัวอย่างหนักต่างหาก
กติกาทางสังคมที่ไม่มีในตำรา: เรื่องที่พวกเขาต้องใช้เวลาถอดรหัส
ในชีวิตประจำวันมีกติกาทางสังคมที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรมากมาย เช่น การผลัดกันพูด การไม่พูดแทรก หรือการเข้าใจมุกตลกและการประชดประชัน เด็กในกลุ่มออทิสติกมักจะเข้าใจความหมายตรงตามตัวอักษรอย่างซื่อตรง เมื่อมีคนพูดประชดหรือเปรียบเปรย พวกเขาจึงมักตีความหมายตรงตัวจนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการสนทนาได้ง่าย
เราจะช่วยลูกหลานให้ก้าวข้ามกำแพงการเข้าสังคมนี้ได้อย่างไร
การฝึกฝนและพัฒนาทักษะทางสังคมไม่ได้หมายถึงการไปเปลี่ยนตัวตนของพวกเขา แต่เป็นการมอบเครื่องมือและแนวทางที่จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจคนอื่นและสื่อสารความต้องการของตัวเองออกมาได้อย่างราบรื่นขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มทำได้ง่ายๆ จากที่บ้าน
ใช้ 'เรื่องเล่าทางสังคม' (Social Stories) ช่วยเตรียมตัวก่อนเจอสถานการณ์จริง
วิธีนี้คือการเขียนเล่าเรื่องสั้นๆ ประกอบภาพวาดง่ายๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขากำลังจะต้องไปเจอ เช่น การไปตัดผม การไปโรงเรียนวันแรก หรือการไปร่วมงานวันเกิดเพื่อน โดยระบุรายละเอียดว่าในสถานการณ์นั้นจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผู้คนจะทำอะไรกัน และเขาควรแสดงออกอย่างไร การมองเห็นภาพและขั้นตอนที่ชัดเจนล่วงหน้าจะช่วยลดความวิตกกังวลและเพิ่มความมั่นใจในการวางตัวได้เป็นอย่างดี
ฝึกซ้อมบทสนทนาผ่านการเล่นบทบาทสมมติในบ้าน
ลองเปลี่ยนมุมนั่งเล่นในบ้านให้เป็นสนามฝึกซ้อมจำลอง คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นบทบาทสมมติเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน หรือคุณครู แล้วฝึกให้ลูกลองเดินเข้าไปทักทาย ฝึกการรอคอยเพื่อพูดคุย หรือฝึกการแบ่งปันของเล่น การฝึกซ้อมในบรรยากาศที่ปลอดภัยและไม่มีความกดดันจะช่วยให้พวกเขาจดจำรูปแบบพฤติกรรมไปใช้ในชีวิตจริงได้ง่ายขึ้น
เปิดใจรับฟังและสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้พวกเขายืนในสังคมได้อย่างมั่นใจ
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การฝึกฝนทักษะของตัวเด็ก คือความเข้าใจและการยอมรับจากคนรอบข้าง เพื่อนฝูง คุณครู และสังคมรอบตัว หมอเชื่อว่าหากเราปรับมุมมองจากการมองว่าเป็นความบกพร่อง มาเป็นการมองว่าเป็นความแตกต่างทางระบบประสาทที่งดงาม เราจะเริ่มสร้างสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรให้กับพวกเขาได้มากขึ้น การให้เวลาพวกเขาในการตอบสนอง การพูดคุยด้วยประโยคที่กระชับชัดเจน และการไม่กดดันให้พวกเขาต้องทำตัวเหมือนใคร จะเป็นพลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวเดินและแสดงศักยภาพของตัวเองในสังคมได้อย่างมีความสุข