เวลาที่อุ้มลูกน้อยวัยแบเบาะไว้ในอ้อมแขน สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่สังเกตเห็นและทำให้ใจหายวาบได้เสมอคือจังหวะการหายใจของเขา ทารกแรกเกิดมักจะมีจังหวะการหายใจที่ไม่สม่ำเสมออยู่แล้ว เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะระบบประสาทของเขายังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่พอมันเริ่มเปลี่ยนเป็นความเหนื่อยหอบหรือดูลำบากขึ้นมาจริงๆ ตรงนี้แหละที่สร้างความกังวลใจให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่น้อย
ในฐานะหมอที่ตรวจเด็กเล็กบ่อยๆ ผมเข้าใจดีว่าความยากคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนคือธรรมชาติของเด็ก และแบบไหนคือสัญญาณอันตรายที่แปลว่าลูกกำลังหายใจลำบากและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
ทำไมปอดเล็กๆ ของทารกถึงมีปัญหาเรื่องการหายใจได้ง่ายจง
ทางเดินหายใจของเด็กทารกนั้นเล็กและแคบมากครับ หลอดลมก็สั้น แถมกระดูกซี่โครงและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจยังนิ่มและไม่ค่อยแข็งแรง เวลาที่เขาเป็นหวัด มีเสมหะ หรือติดเชื้อทางเดินหายใจนิดหน่อย ลมหายใจเข้าออกจึงติดขัดได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่อย่างเรามาก การที่ทารกหายใจลำบากไม่ได้เกิดจากโรคปอดรุนแรงเสมอไป แต่อาจเกิดจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น หรือการติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในเด็กเล็กได้เช่นกัน
สัญญาณเตือนจากร่างกาย ลูกกำลังหายใจเหนื่อยหอบเกินไปแล้ว
เวลาที่เราจะเช็กว่าลูกหายใจผิดปกติไหม เราไม่ต้องถึงกับพึ่งเครื่องมือแพทย์ราคาแพง แค่ใช้ตาดูและมือสัมผัสเบื้องต้นก็พอครับ มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ต้องสังเกตเป็นพิเศษ
นับจังหวะหายใจในหนึ่งนาที
ปกติแล้วทารกแรกเกิดถึงหนึ่งขวบจะหายใจประมาณ 30 ถึง 60 ครั้งต่อนาที ซึ่งเร็วกว่าผู้ใหญ่ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองจับเวลาดูแล้วพบว่า เกณฑ์การสังเกตอาการหอบเหนื่อยและหายใจลำบากนั้นพุ่งสูงเกิน 60 ครั้งต่อนาทีอย่างต่อเนื่อง แม้ตอนที่ลูกนอนหลับสบายและไม่ได้ร้องไห้งอแง นั่นคือสัญญาณแรกที่บอกว่าลูกอาจมีภาวะหายใจเร็วผิดปกติ
สังเกตหน้าอกบุ๋มและซี่โครงกระเพื่อมแรง
เวลาที่เด็กหายใจลำบาก กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ จะต้องออกแรงช่วยดึงอากาศเข้าปอดมากขึ้น เราจะสังเกตเห็นว่าผิวหนังตรงบริเวณใต้ซี่โครง คอ หรือเหนือกระดูกไหปลาร้าบุ๋มลงไปทุกครั้งที่ลูกหายใจเข้า หรือบางทีเห็นซี่โครงชัดเจนทุกซี่เหมือนคนผอม ทั้งที่จริงๆ ลูกจ้ำม่ำดี อาการแบบนี้แปลว่าปอดต้องทำงานหนักเกินไปแล้ว
ปีกจมูกบานและจังหวะพยักหน้าเวลาหายใจ
อีกหนึ่งจุดสังเกตที่ชัดเจนมากคือรูจมูกของลูกจะขยายกว้างและหุบลงตามจังหวะการหายใจเข้าออก หรือที่เรียกว่าปีกจมูกบาน ร่วมกับเวลาหายใจแล้วคอจะยืดขึ้นและศีรษะพยักขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ อาการเหล่านี้แสดงว่าทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบและร่างกายกำลังพยายามฮึดเอาอากาศเข้าไปให้ได้มากที่สุด
เสียงหายใจแปลกๆ ที่ฟ้องว่ามีลมติดขัด
นอกจากเรื่องการมองเห็นแล้ว การฟังเสียงหายใจก็สำคัญไม่แพ้กัน เสียงที่ดังผิดปกติมักจะบอกตำแหน่งที่มีปัญหาได้
- เสียงครืดคราดในลำคอ: ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมูกหรือเสมหะค้างในคอ แต่ถ้าเสมหะเยอะจนทำให้หายใจติดขัด ก็อันตรายได้เหมือนกัน
- เสียงหวีดแหลมตอนหายใจออก: มักเกิดจากหลอดลมฝอยตีบแคบ ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กที่เป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบหรือหอบหืด
- เสียงคร่ำครวญหรือเสียงอู้อี้เบาๆ ทุกครั้งที่หายใจออก: อันนี้ค่อนข้างอันตรายครับ เป็นเสียงที่เกิดจากการที่ทารกพยายามกักเก็บลมไว้ในปอดเพื่อช่วยให้แลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ดีขึ้น แสดงว่าเหนื่อยมากจริงๆ
ภาวะริมฝีปากและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียว
นี่คือสัญญาณเตือนขั้นวิกฤต ถ้าคุณแม่สังเกตเห็นว่าริมฝีปาก ลิ้น หรือปลายนิ้วของลูกเริ่มมีสีคล้ำออกเขียวๆ (Cyanosis) แปลว่าร่างกายเริ่มได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอแล้ว เลือดดำที่ยังไม่ได้ฟอกไหลเวียนปะปนในร่างกาย อาการนี้รอช้าไม่ได้เด็ดขาด ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
สถานการณ์แบบไหนที่ควรพาไปโรงพยาบาลในทันที
ถ้าลูกมีอาการเข้าข่ายเหล่านี้ ไม่ควรฝากความหวังไว้กับการดูแลเองที่บ้านครับ ควรพาไปพบแพทย์ฉุกเฉินโดยเร็ว
- หายใจเร็วมากจนผิดปกติและมีอาการหน้าอกบุ๋มร่วมด้วย
- มีเสียงหายใจแปลกๆ ดังตลอดเวลาแม้ในยามสงบ
- ริมฝีปากหรือผิวหนังเริ่มเขียวคล้ำ
- ลูกซึมลง ปลุกยาก ไม่ยอมดูดนม หรือดูดนมแล้วสำลักเหนื่อยหอบจนกินไม่ได้
- มีไข้สูงร่วมกับอาการหายใจลำบาก
การหมั่นสังเกตอาการและเข้าใจจังหวะการหายใจของลูกตั้งแต่วันแรกๆ จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ถูกต้องและพาเขาไปหาหมอได้ทันท่วงที หากไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่รุนแรงแค่ไหน การพาไปให้กุมารแพทย์ช่วยตรวจฟังเสียงปอดดูจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อยครับ