เรื่องลูกน้อยถ่ายเป็นมูกเลือดเป็นหนึ่งในเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนกังวลใจมากที่สุด เพราะเห็นแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าลูกจะเป็นอะไรมากหรือเปล่า เลือดที่ปนมากับอุจจาระ หมายถึงความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารของเด็กเล็กที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
ในบทความนี้ คุณหมอจะมาเล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่าภาวะถ่ายมีมูกเลือดในเด็กเล็กคืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง ใครบ้างที่เสี่ยง และเมื่อไหร่ที่เราควรต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที
ถ่ายมีมูกเลือดในเด็กเล็ก หน้าตาเป็นอย่างไร?
การสังเกตอุจจาระของลูกเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยบ่งบอกสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร การถ่ายมีมูกเลือดหมายถึงการที่พบเมือกใสๆ ปนกับเลือดสดๆ หรืออาจเป็นเลือดเก่าสีคล้ำในอุจจาระของลูกน้อย ซึ่งอาจมาพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น ถ่ายเหลว ปวดท้อง งอแง หรือมีไข้
ทำไมลูกน้อยถึงถ่ายเป็นมูกเลือดได้? มาดูกันว่ามีสาเหตุจากอะไรบ้าง
แพ้อาหาร: สาเหตุสุดฮิตที่คุณแม่ต้องระวัง
สาเหตุอันดับต้นๆ ที่พบบ่อยในทารกคือการแพ้โปรตีนในนมวัว หรือแพ้อาหารอื่นๆ ที่คุณแม่ทานเข้าไปแล้วส่งผ่านทางน้ำนม เช่น ไข่ ถั่วเหลือง กลูเตน อาการมักจะมาพร้อมกับการถ่ายเหลว ถ่ายมีมูกเลือด และบางครั้งมีผื่นผิวหนังร่วมด้วย
การติดเชื้อในลำไส้: ภัยเงียบที่ต้องเฝ้าระวัง
ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส หรือแม้แต่ปรสิตบางชนิด สามารถทำให้เกิดการอักเสบในลำไส้ ส่งผลให้ถ่ายเหลว ปวดท้อง มีไข้ และมีมูกเลือดปนในอุจจาระได้ การติดเชื้อที่พบบ่อยได้แก่ โรตาไวรัส (ถึงแม้จะมีวัคซีนแล้วก็ยังมีโอกาสติดเชื้ออื่นๆ ได้) เชื้อซัลโมเนลลา หรือชิเกลลา เป็นต้น
ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception): ความฉุกเฉินที่ไม่ควรรอ
เป็นภาวะที่ส่วนหนึ่งของลำไส้เคลื่อนเข้าไปในลำไส้อีกส่วนหนึ่ง ทำให้เกิดการอุดตันและเลือดออก อาการสำคัญคือปวดท้องรุนแรงเป็นพักๆ เด็กจะร้องกวน งอแง และอุจจาระมีลักษณะคล้าย "เยลลี่สีแดง" (currant jelly stool) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์
รอยแยกที่ทวารหนัก (Anal Fissure): พบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็กท้องผูก
หากลูกน้อยมีอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระแข็ง อาจทำให้เกิดรอยแยกเล็กๆ ที่ทวารหนัก ซึ่งเป็นสาเหตุของเลือดสดๆ ปนมากับอุจจาระได้
ลำไส้อักเสบจากการขาดเลือดในทารกคลอดก่อนกำหนด (NEC): ภัยร้ายในกลุ่มทารกตัวเล็ก
สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักน้อยมากๆ ภาวะลำไส้อักเสบจากการขาดเลือด (Necrotizing Enterocolitis - NEC) เป็นภาวะรุนแรงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อาการคือมีเลือดในอุจจาระ ท้องอืด และอาเจียน
ภาวะอื่นๆ ที่อาจพบได้
เช่น โรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด (Hirschsprung's disease), ภาวะขาดวิตามินเค (ที่พบน้อยลงมากแล้วเพราะมีการฉีดวิตามินเคป้องกัน) หรือแม้แต่ติ่งเนื้อในลำไส้ (Polyp) ซึ่งพบน้อยมากในเด็กเล็ก
ทารกกลุ่มไหนบ้างที่เสี่ยงถ่ายมีมูกเลือด และพบได้บ่อยแค่ไหน?
การเกิดภาวะถ่ายมีมูกเลือดในทารกนั้น อุบัติการณ์ หรือความบ่อยในการพบ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยเสี่ยง เฉพาะของทารกแต่ละคน
ทารกที่กินนมแม่ (Breastfed Infants)
มักเกิดจากการแพ้อาหารที่คุณแม่ทานเข้าไปแล้วส่งผ่านทางน้ำนม เช่น แพ้โปรตีนนมวัว ไข่ หรือถั่ว อาการมักไม่รุนแรง และหายได้เมื่อคุณแม่ปรับเปลี่ยนอาหาร
ทารกที่กินนมผสม (Formula-fed Infants)
พบบ่อยที่สุดคือการแพ้โปรตีนนมวัวในนมผง อาการมักชัดเจนและอาจรุนแรงกว่ากลุ่มที่กินนมแม่
ทารกคลอดก่อนกำหนด (Preterm Infants)
มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะลำไส้อักเสบจากการขาดเลือด (NEC) ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน และมี อุบัติการณ์ สูงกว่าในกลุ่มทารกคลอดครบกำหนด
ทารกแรกเกิด (Newborns)
ในทารกแรกเกิดอาจพบเลือดในอุจจาระได้จากเลือดที่คุณแม่กลืนเข้าไปขณะคลอด หรือจากรอยแยกที่ทวารหนักเล็กๆ แต่ก็ต้องระวังภาวะขาดวิตามินเคด้วย (ถึงแม้จะมีการป้องกันแล้วก็ตาม)
เมื่อไหร่ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาลูกไปพบคุณหมอทันที?
- ลูกถ่ายเป็นมูกเลือดปริมาณมาก หรือมีเลือดสดๆ ปนออกมาเยอะ
- ลูกมีอาการซึม ไม่กินนม งอแงมากผิดปกติ
- มีไข้สูง อาเจียนรุนแรง
- ท้องอืดแข็ง กดเจ็บ
- อุจจาระมีลักษณะคล้าย "เยลลี่สีแดง" (currant jelly stool)
- มีอาการปวดท้องรุนแรงเป็นพักๆ
- ลูกน้อยคลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักตัวน้อย
- คุณพ่อคุณแม่ไม่สบายใจ ไม่แน่ใจในอาการของลูก
คุณหมอจะดูแลลูกน้อยของคุณอย่างไร?
เมื่อมาพบแพทย์ คุณหมอจะซักประวัติอย่างละเอียด ตรวจร่างกาย และอาจพิจารณาตรวจอุจจาระ หรือตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ หากสงสัยภาวะรุนแรง เช่น ลำไส้กลืนกัน อาจต้องทำการอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ เช่น หากแพ้นมวัว คุณหมออาจแนะนำให้เปลี่ยนนมผงเป็นสูตรสำหรับเด็กแพ้นมวัว หรือให้คุณแม่ปรับอาหาร หากติดเชื้อแบคทีเรีย อาจให้ยาปฏิชีวนะ แต่หากเป็นภาวะลำไส้กลืนกัน อาจต้องมีการทำหัตถการหรือผ่าตัดเร่งด่วน
การถ่ายมีมูกเลือดในทารกเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่ได้ไม่น้อย แต่สิ่งสำคัญคือการตั้งสติ สังเกตอาการของลูก และรีบปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับการรักษาที่เหมาะสม อย่ารอช้า หรือวิตกกังวลอยู่คนเดียว คุณหมอพร้อมดูแลลูกน้อยของคุณเสมอ