หยิบจับอะไรก็เจ็บแปลบที่โคนนิ้วโป้ง บิดผ้าขนหนูแทบไม่ได้ หรือแม้แต่จะยกแก้วน้ำชงกาแฟตอนเช้าก็ยังรู้สึกปวดร้าวลามขึ้นมาถึงข้อมือ อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของโรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า โรคเดอกาแวง (De Quervain\'s Tenosynovitis) ซึ่งเมื่อปล่อยทิ้งไว้นานวันเข้าจนกลายเป็นอาการเรื้อรัง การกินยา ทายา ใส่ที่พยุงข้อมือ หรือแม้แต่การฉีดยาสเตียรอยด์ก็อาจไม่ได้ผลดีอีกต่อไป จนในที่สุด หมออาจจะต้องแนะนำให้พิจารณาทางเลือกสุดท้ายอย่าง การผ่าตัดรักษาโรคเอ็นข้อมืออักเสบเรื้อรัง เพื่อคืนอิสระในการใช้ชีวิตประจำวันให้กลับคืนมา
ทำไมรักษาตั้งนานแล้วไม่หาย? เข้าใจสาเหตุที่เอ็นข้อมืออักเสบกลายเป็นเรื่องเรื้อรัง
ก่อนจะพูดถึงเรื่องการผ่าตัด หมออยากชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของโรคนี้กันก่อน บริเวณโคนนิ้วโป้งของเราจะมีเส้นเอ็นที่ทำหน้าที่เหยียดและกางนิ้วโป้งวิ่งผ่านช่องแคบๆ บริเวณข้อมือ โดยมีปลอกหุ้มเอ็นคอยประคองไว้ไม่ให้เส้นเอ็นหลุดออกนอกแนว
เมื่อเราใช้งานข้อมือและนิ้วโป้งในท่าทางเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น การอุ้มลูก การบิดมือถือ การพิมพ์งาน หรือการยกของหนัก ปลอกหุ้มเอ็นนี้จะเกิดการเสียดสีจนอักเสบและหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเสมือนอุโมงค์รถไฟที่ตีบแคบลง ในขณะที่เส้นเอ็นเปรียบเสมือนรถไฟที่พยายามวิ่งผ่าน เมื่ออุโมงค์แคบลง เส้นเอ็นก็ถูกบีบรัดจนเคลื่อนไหวไม่สะดวกและเกิดความเจ็บปวด
ในระยะแรก การพักใช้งาน กินยาลดอักเสบ หรือฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่อาจช่วยลดการบวมของปลอกหุ้มเอ็นได้ แต่สำหรับคนไข้บางรายที่มีอาการอักเสบมานานจนปลอกหุ้มเอ็นกลายสภาพเป็นพังผืดหนาตัวอย่างถาวร ยาอักเสบหรือยาสเตียรอยด์ก็ไม่สามารถทำให้พังผืดนั้นยุบตัวลงได้อีกต่อไป ส่งผลให้อาการปวดกลับมาเป็นซ้ำทุกครั้งที่ใช้งานข้อมือ
เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มคิดเรื่องการผ่าตัดข้อมือ?
หมอมักจะแนะนำให้คนไข้พิจารณาเรื่องการผ่าตัดรักษาโรคเอ็นข้อมืออักเสบเรื้อรัง ก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้และสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้
- รักษาด้วยวิธีประคับประคองเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น: ผ่านการพักใช้งาน ใส่เฝือกอ่อนพยุงข้อมือ กินยาลดอักเสบ และทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องเกิน 3-6 เดือนแล้ว แต่อาการปวดเจ็บยังไม่ทุเลาลง
- รับการฉีดยาสเตียรอยด์แล้วไม่ได้ผล: เคยได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าปลอกหุ้มเอ็นไปแล้ว 1-2 ครั้ง แต่อาการปวดหายไปเพียงชั่วคราวแล้วกลับมาปวดรุนแรงอีกครั้ง (หมอมักไม่แนะนำให้ฉีดสเตียรอยด์เกิน 2 ครั้งในจุดเดิม เพราะอาจส่งผลทำให้เส้นเอ็นเปื่อยและขาดได้ง่ายขึ้น)
- กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง: อาการปวดข้อมือรบกวนการทำงาน การนอนหลับ หรือแม้แต่การทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ เช่น การติดกระดุมเสื้อ การล้างหน้า หรือการจับลูกบิดประตู
ขั้นตอนการผ่าตัดรักษาโรคเอ็นข้อมืออักเสบเรื้อรัง: ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
หลายคนพอได้ยินคำว่าผ่าตัดก็มักจะกลัวและกังวลใจไปก่อน แต่แท้จริงแล้วการผ่าตัดโรคนี้ถือเป็นการผ่าตัดเล็ก (Minor Surgery) ที่มีความปลอดภัยสูงมาก ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ผ่าเสร็จแล้วสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ทันที
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัด
เนื่องจากเป็นการผ่าตัดเล็กภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ คนไข้จึงไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหารล่วงหน้า แต่ควรแจ้งให้หมอทราบถึงโรคประจำตัว ยาที่กินเป็นประจำ โดยเฉพาะยากลุ่มที่ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรืออาหารเสริมบางชนิด เพื่อวางแผนหยุดยาก่อนการผ่าตัดอย่างเหมาะสม
บรรยากาศในห้องผ่าตัดและการลงมือรักษา
เมื่อเข้าสู่ห้องผ่าตัด หมอจะทำความสะอาดผิวหนังบริเวณข้อมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ จากนั้นจะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่ตรงบริเวณโคนนิ้วโป้งที่ต้องการผ่าตัด หลังจากยาชาออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บเลยตลอดการผ่าตัด โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
- เปิดแผลขนาดเล็ก: หมอจะทำการลงแผลผ่าตัดขนาดเล็กมาก ประมาณ 1-2 เซนติเมตร บริเวณข้อมือด้านข้างโคนนิ้วโป้ง
- แยกเส้นประสาทและหลอดเลือดอย่างระมัดระวัง: บริเวณนี้จะมีแขนงของเส้นประสาทรับความรู้สึกพาดผ่าน หมอจะทำการแยกเส้นประสาทเหล่านี้ออกอย่างเบามือเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
- ผ่าคลายปลอกหุ้มเอ็น: เมื่อเข้าถึงปลอกหุ้มเอ็นที่หนาตัว หมอจะใช้เครื่องมือพิเศษผ่าเปิดหลังคาของปลอกหุ้มเอ็นออก เพื่อขยายพื้นที่ให้อุโมงค์กว้างขึ้น ทำให้เส้นเอ็นที่เคยโดนบีบรัดสามารถกลับมาเคลื่อนไหวและเลื่อนผ่านได้อย่างอิสระและราบรื่น
- ตรวจสอบพังผืดและเส้นเอ็นย่อย: ในบางคนอาจมีเส้นเอ็นย่อยหรือผนังกั้นในช่องเอ็นเพิ่มขึ้นมา หมอจะทำการสำรวจและตัดแต่งพังผืดเหล่านั้นออกให้หมดเพื่อป้องกันไม่ให้อาการปวดกลับมาเป็นซ้ำ
- เย็บปิดแผล: หมอจะทำการเย็บปิดแผลชั้นใต้ผิวหนังและผิวหนังด้านนอก จากนั้นปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดและพันผ้ายืดประคองข้อมือไว้
กระบวนการผ่าตัดทั้งหมดนี้มักใช้เวลาเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น หลังจากผ่าตัดเสร็จและสังเกตอาการครู่หนึ่ง คนไข้ก็สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันที
วิธีดูแลตัวเองหลังผ่าตัดข้อมือ เพื่อให้แผลหายไวและไม่กลับมาเป็นซ้ำ
หลังจากเสร็จสิ้นการผ่าตัดรักษาโรคเอ็นข้อมืออักเสบเรื้อรังแล้ว ความสำเร็จของการรักษาอีกครึ่งหนึ่งจะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคนไข้ในช่วงพักฟื้น ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ: ในช่วง 10-14 วันแรกหลังผ่าตัด ต้องดูแลแผลผ่าตัดให้แห้งสนิทตลอดเวลาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เวลาอาบน้ำแนะนำให้ใช้ถุงพลาสติกคลุมและมัดให้แน่นหนา หรือเปลี่ยนไปใช้การเช็ดตัวแทน
- ขยับนิ้วมือบ่อยๆ: แม้ข้อมือจะถูกพันแผลไว้ แต่หมอจะแนะนำให้ขยับและกางนิ้วโป้งรวมถึงนิ้วอื่นๆ เบาๆ ทันทีหลังผ่าตัด เพื่อช่วยลดอาการบวมและป้องกันไม่ให้เกิดผังผืดมายึดเกาะเส้นเอ็นหลังผ่าตัด
- ลดอาการปวดและบวมอย่างถูกวิธี: ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก แนะนำให้ยกมือข้างที่ผ่าตัดให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจบ่อยๆ เช่น หนุนบนหมอนเวลาเวลานอน และสามารถกินยาแก้ปวดตามที่หมอสั่งเพื่อบรรเทาอาการปวดตึง
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก: ควรงดใช้งานข้อมือข้างที่ผ่าตัดในการยกของหนัก บิดผ้าขี้ริ้ว หรือออกแรงเกร็งข้อมืออย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้เนื้อเยื่อภายในได้สมานตัวอย่างเต็มที่
- ไปพบแพทย์ตามนัด: โดยทั่วไปหมอจะนัดมาตรวจดูแผลและตัดไหมในช่วง 10-14 วันหลังการผ่าตัด
ความเสี่ยงที่ต้องรู้และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัด
แม้ว่าการผ่าตัดนี้จะเป็นการผ่าตัดเล็กที่มีความปลอดภัยสูงและได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม แต่ก็เช่นเดียวกับการรักษาทางการแพทย์ทุกประเภทที่มีความเสี่ยงบางประการที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น
- อาการชาชั่วคราวบริเวณหลังมือนิ้วโป้ง: เกิดจากการดึงรั้งหรือระคายเคืองของเส้นประสาทรับความรู้สึกขนาดเล็กที่พาดผ่านบริเวณแผลผ่าตัด ซึ่งอาการชานี้มักจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือสองสามเดือน
- การติดเชื้อของแผลผ่าตัด: พบน้อยมากหากคนไข้ดูแลแผลให้แห้งและสะอาดตามคำแนะนำ
- ข้อมือยึดตึงหรือแผลเป็นนูน: อาจเกิดขึ้นได้หากคนไข้เกร็งมือไว้ตลอดเวลาโดยไม่ยอมขยับนิ้วมือเลยหลังผ่าตัด หรือมีสภาพผิวหนังที่เอื้อต่อการเกิดคีลอยด์ (Keloid) ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการทำกายภาพบำบัดเบาๆ และการนวดคลึงแผลเป็นหลังจากแผลแห้งสนิทแล้ว
การผ่าตัดรักษาโรคเอ็นข้อมืออักเสบเรื้อรังนับเป็นทางออกที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดข้อมือเรื้อรังมาเป็นเวลานานจนบั่นทอนคุณภาพชีวิต การผ่าตัดจะช่วยคลายปมปัญหาที่ต้นเหตุ ทำให้เส้นเอ็นกลับมาทำงานได้ตามปกติอีกครั้ง หากกำลังประสบปัญหานี้อยู่และรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วยังไม่ดีขึ้น ลองเข้ามาปรึกษาหมอเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและช่วยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นไม่มีสะดุดอีกครั้ง