ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมเหตุการณ์ร้ายๆ ถึงฝังใจจนลืมไม่ลง

หลายคนมักเข้าใจว่าบาดแผลทางใจเกิดขึ้นได้เฉพาะกับคนที่ผ่านเหตุการณ์รุนแรงระดับสงครามหรือภัยพิบัติใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ประสบการณ์เพียงชั่วพริบตาที่ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตตกอยู่ในอันตราย ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างกะทันหัน หรือการเผชิญกับสถานการณ์ที่คุกคามความปลอดภัย ก็สามารถทิ้งร่องรอยไว้ในสมองและจิตใจได้เช่นกัน ผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอ แต่มันคือการตอบสนองตามธรรมชาติของระบบประสาทที่พยายามปกป้องเราจากอันตราย

ช่วงเวลาหลังเกิดเหตุ: ปฏิกิริยาที่ร่างกายและใจกำลังฟ้อง

ในช่วงแรกหลังจากเจอเหตุการณ์หนักหนา หลายคนมักจะตกอยู่ในสภาวะมึนงง เหมือนคนทำอะไรไม่ถูก หรือบางคนอาจจะนิ่งสนิทจนดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือกลไกป้องกันตัวของสมองที่พยายามสกัดกั้นความรู้สึกท่วมท้นไม่ให้เราแตกสลายไปเสียก่อน บางรายอาจเริ่มมีอาการใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง หรือมือสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบรับมือกับความเครียดของเรากำลังทำงานหนักเกินกำลัง

เมื่อความทรงจำร้ายๆ หวนกลับมาหลอกหลอน

หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้สักพัก บางคนอาจเริ่มมีอาการที่เรียกว่าภาพจำย้อนกลับ คือการที่ความรู้สึกหรือภาพเหตุการณ์นั้นๆ ผุดขึ้นมาในหัวโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เหมือนถูกดึงกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง รวมถึงความรู้สึกตื่นตระหนกทุกครั้งที่เจอสิ่งกระตุ้นที่คล้ายกับตอนเกิดเหตุ เช่น เสียงดัง กลิ่น หรือสถานที่เดิมๆ สิ่งเหล่านี้คือร่องรอยที่เหตุการณ์สะเทือนขวัญทิ้งเอาไว้ ซึ่งหากปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่มีการจัดการ อาจกลายเป็นภาวะที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง

วิธีดูแลใจตัวเองในวันที่ทุกอย่างดูหนักหนา

การเยียวยาใจเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป โดยสามารถเริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  • อย่าบังคับให้ตัวเองลืม: การพยายามกดทับความรู้สึกมักจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง การยอมรับว่ามันเกิดขึ้นและเรากำลังรู้สึกเสียใจเป็นเรื่องที่อนุญาตให้ทำได้
  • กลับมาอยู่กับปัจจุบันผ่านลมหายใจ: เมื่อใดที่รู้สึกว่าใจลอยไปกับความทรงจำร้ายๆ ให้ลองโฟกัสที่การหายใจเข้าลึกๆ และสัมผัสรอบตัว เพื่อดึงสติกลับมายังปัจจุบัน
  • สร้างกิจวัตรที่ปลอดภัย: การนอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบมื้อ และการทำกิจกรรมเดิมๆ ที่คุ้นเคย จะช่วยให้สมองรู้สึกว่าโลกนี้ยังคงมีความปลอดภัยอยู่
  • หาคนรับฟังที่ไว้ใจได้: การพูดคุยกับคนใกล้ชิดที่พร้อมจะรับฟังโดยไม่ตัดสิน จะช่วยระบายความอัดอั้นภายในใจได้ดีกว่าการเก็บไว้คนเดียว

อาการแบบไหนที่บอกว่าควรไปคุยกับคุณหมอ

เราทุกคนมีความสามารถในการฟื้นฟูจิตใจที่ต่างกัน แต่ถ้าหากคุณพบว่าตนเองมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการจัดการกับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

  • ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น ทำงานไม่ได้ หรือแยกตัวออกจากสังคม
  • มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง หรือฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย
  • รู้สึกชาด้านต่อความรู้สึกอื่นๆ เหมือนชีวิตไม่มีความหมาย หรือมีความคิดที่อยากทำร้ายตัวเอง
  • มีอาการตื่นตระหนกอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย

การยอมรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการให้โอกาสตัวเองได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีความหวังอีกครั้ง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down