หลายครั้งเวลาที่ผลเลือดตรวจตับออกมามีความผิดปกติเรื้อรัง หรือคุณหมอตรวจอัลตราซาวนด์แล้วพบว่าเนื้อตับมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คำถามที่มักจะตามมาด้วยความกังวลจากคนไข้เสมอก็คือ เราจำเป็นต้องการเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคกันจริงๆ หรือเปล่า เพราะฟังดูแล้วน่ากลัวและเจ็บตัวพอสมควร
ในฐานะแพทย์ที่ดูแลคนไข้โรคตับมานาน ผมเข้าใจดีว่าคำว่าเจาะตับทำให้หลายคนนอนไม่หลับ แต่ในทางการแพทย์แล้ว ขั้นตอนชิ้นนี้เปรียบเสมือนการเปิดแผนที่นำทางชั้นดี ที่ช่วยให้เราเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ข้างในเนื้อตับได้อย่างแม่นยำที่สุด ซึ่งการตรวจด้วยเครื่องมืออื่นๆ อาจยังบอกรายละเอียดได้ไม่ชัดเจนเท่า
ทำไมหมอถึงอยากได้ชิ้นเนื้อตับไปตรวจกันแน่นะ?
ตับเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่มีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองสูงมาก เวลาที่ตับอักเสบจากไขพอกตับ ไวรัสตับอักเสบบีหรือซี หรือจากการดื่มแอลกอฮอล์ ตับจะพยายามเยียวยาตัวเองด้วยการสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาแทนที่เซลล์ตับที่ตายไป
ปัญหาคือ ถ้ากระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องนานเข้า พังผืดเหล่านั้นจะสะสมตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคตับแข็ง โดยที่คนไข้แทบไม่เคยมีอาการเตือนมาก่อนเลย การการเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อประเมินระดับความเสียหายและปริมาณพังผืด จึงเป็นวิธีมาตรฐานทองคำที่ช่วยให้หมอบอกได้ชัดเจนว่า ตอนนี้ตับอักเสบมากแค่ไหน มีไขมันสะสมในเนื้อตับเท่าไร และมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคตมากน้อยเพียงใด เพื่อที่เราจะได้วางแผนรักษาได้อย่างตรงจุดก่อนที่จะสายเกินแก้
ขั้นตอนการทำจริง เจ็บมากไหมและต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะต้องตรวจ หลายคนจะกังวลเรื่องความเจ็บปวดเป็นอันดับแรก ความจริงแล้วขั้นตอนการทำไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ โดยทีมแพทย์จะมีกระบวนการดูแลอย่างใกล้ชิดเริ่มตั้งแต่
- ก่อนทำหัตถการ: หมอจะเจาะเลือดเพื่อเช็กการแข็งตัวของเลือดให้แน่ใจว่าปลอดภัยไม่มีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก งดน้ำและอาหารประมาณ 4-6 ชั่วโมง และอาจมีการอัลตราซาวนด์ซ้ำเพื่อดูตำแหน่งตับที่เหมาะสมที่สุด
- ระหว่างทำ: แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณผิวหนังชายโครงด้านขวา ซึ่งอาจจะรู้สึกตึงๆ หรือหน่วงๆ เล็กน้อยตอนที่ยาชาออกฤทธิ์ จากนั้นจะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษเจาะผ่านผิวหนังเข้าไปเก็บเนื้อตับในเวลาเพียงไม่กี่วินาที คนไข้จะต้องกลั้นหายใจตามคำแนะนำของแพทย์ช่วงสั้นๆ เพื่อให้ตับนิ่งและปลอดภัย
- หลังทำเสร็จ: ต้องนอนราบพักผ่อนบนเตียงที่โรงพยาบาลประมาณ 4-6 ชั่วโมง และมีพยาบาลคอยวัดความดันชีพจรอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในช่องท้อง
อาการแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษหลังกลับบ้าน?
ส่วนใหญ่แล้วคนไข้ที่ผ่านการตรวจจะสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกันและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังกลับมาพักฟื้นที่บ้าน มีข้อสังเกตสำคัญที่ต้องใส่ใจอย่างใกล้ชิด
หากมีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณแผลเล็กน้อย สามารถกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลบรรเทาได้ แต่ถ้าหากมีอาการปวดรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หายใจแล้วเจ็บแปลบที่หน้าอกหรือหัวไหล่ มีไข้หนาวสั่น เวียนหัวหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม หรือแผลมีเลือดซึมไม่หยุด ควรรีบกลับมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อความปลอดภัย
ทางเลือกอื่นนอกจากเจาะตับ มีอะไรบ้างไหม?
สำหรับคนไข้บางคนที่กังวลเรื่องการเจาะตับมากๆ ในปัจจุบันการแพทย์ก็มีเทคโนโลยีทางเลือก เช่น การตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับด้วยคลื่นความถี่พิเศษ หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อไฟโบรสแกน (FibroScan) ซึ่งช่วยประเมินระดับไขมันและพังผืดในตับได้โดยไม่ต้องเจาะผิวหนัง
อย่างไรก็ตาม การการเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อประเมินรอยโรคยังคงมีข้อดีในแง่ของการให้รายละเอียดที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ทั้งระดับการอักเสบและโครงสร้างเซลล์ ซึ่งเครื่องมือสแกนบางครั้งอาจยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด แพทย์จึงจะเป็นผู้พิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดให้กับคนไข้แต่ละรายตามความจำเป็นและความปลอดภัยสูงสุด