หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจ พร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ และคำตัดพ้อว่าเลี้ยงลูกเหนื่อยเหลือเกิน ลูกไม่ยอมฟัง ดื้อเงียบ อาละวาดเก่งจนปวดหัว หรือบางคนก็นั่งนิ่งไม่ยอมพูดจาอะไรเลยกับใคร จนคุณพ่อคุณแม่เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า นี่คือช่วงวัยต่อต้านธรรมดาของเด็ก หรือลูกกำลังส่งสัญญาณเตือนบางอย่างเกี่ยวกับ โรคอารมณ์และพฤติกรรมในเด็ก กันแน่
ในฐานะหมอเด็กและคนที่นั่งฟังเรื่องราวความเครียดของครอบครัวมานับไม่ถ้วน อยากบอกก่อนเลยว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องโทษตัวเองไปเสียหมดครับ พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกไม่ได้แปลว่าเราเลี้ยงลูกผิดวิธีเสมอไป แต่อาจมีเรื่องของกลไกสมอง อารมณ์ และสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าที่เราคิด
ลูกแค่ดื้อซนตามวัย หรือเข้าข่ายมีปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมกันแน่?
เวลาที่เราพูดถึงเด็กซน กับเด็กที่มีปัญหาจริงๆ มันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ครับ เด็กทุกคนบนโลกนี้มีความซน ความเอาแต่ใจ และพลังงานล้นเหลือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วตามพัฒนาการ แต่วิธีสังเกตง่ายๆ ที่หมอมักจะบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอคือเรื่องของ ความถี่ ความรุนแรง และผลกระทบที่เกิดขึ้น
ถ้าลูกงอแงอาละวาดเวลาไม่ได้ของเล่น แต่อีกห้านาทีก็หาย แบบนี้ปกติครับ แต่ถ้าลูกอาละวาดรุนแรงจนทำร้ายตัวเอง ข้าวของพังเสียหายทุกวัน หรือปฏิเสธการไปโรงเรียนจนชีวิตประจำวันพังไปหมด แบบนี้เริ่มไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้เราพาเขาไปรับความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาเล็กๆ จะกลายเป็นปมในใจระยะยาว
หน้าตาของโรคอารมณ์และพฤติกรรมในเด็ก ที่คุณหมอเจอ
โลกใบเล็กของเด็กๆ เต็มไปด้วยความรู้สึกที่พวกเขายังไม่รู้วิธีจัดการ เมื่อมีความอึดอัดคับข้องใจ เด็กจึงแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมแทนคำพูด กลุ่มโรคที่เราพบบ่อยในคลินิกมักจะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ ดังนี้ครับ
- กลุ่มซนสมาธิสั้น (ADHD): เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ดื้อเพราะก้าวร้าว แต่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ยับยั้งชั่งใจทำงานช้ากว่าวัย ทำให้Vทำอะไรหรุนหันพลันแล่น นั่งไม่ติดที่ ลืมของเป็นประจำ และใจร้อนสุดๆ
- กลุ่มต่อต้านและท้าทาย (ODD): มักจะมีพฤติกรรมเถียงคำไม่ตกฟาก ตั้งใจขัดคำสั่งผู้ใหญ่ หงุดหงิดง่าย และชอบโทษคนอื่นเวลาทำผิด
- กลุ่มวิตกกังวลและซึมเศร้าในเด็ก: เด็กอาจจะไม่บอกว่าเศร้า แต่จะแสดงออกทางร่างกาย เช่น ปวดท้อง ปวดหัวบ่อยๆ ก่อนไปโรงเรียน ร้องไห้งอแงอย่างไร้สาเหตุ หรือเก็บตัวเงียบไม่ยอมคุยกับใคร
ต้นตอของปัญหามาจากไหน ทำไมลูกถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้?
เวลาลูกมีพฤติกรรมแปลกไป คำถามแรกที่พุ่งเข้ามาในหัวผู้ใหญ่คือ ใครทำอะไรลูก หรือเราเลี้ยงลูกพลาดตรงไหน ความจริงทางการแพทย์พบว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้นมากครับ มันคือการผสมผสานกันหลายปัจจัย
พันธุกรรมและสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล
บางครั้งโครงสร้างสมองและการทำงานของสารสื่อประสาทบางตัวในเด็กกลุ่มนี้มีความจำเพาะตัว ทำให้การควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ หรือการประมวลผลข้อมูลทางสังคมทำได้ยากกว่าเด็กทั่วไป นี่คือเหตุผลว่าทำไมดุอย่างไรก็ไม่หาย เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการอบรมสั่งสอนเพียงอย่างเดียว
สภาพแวดล้อมรอบตัวและแรงกดดัน
ความเครียดในครอบครัว บรรยากาศการเลี้ยงดูที่เข้มงวดเกินไป หรือแม้แต่การปล่อยให้ลูกอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์นานเกินไป ก็มีส่วนอย่างมากในการทำลายทักษะการควบคุมอารมณ์ของเด็ก เพราะหน้าจอมือถือทำให้สมองส่วนหน้าไม่ได้ฝึกความอดทนรอคอย
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรมฉบับคุณหมอ
ข่าวดีคือ สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นสูงมากครับ ถ้ารู้ตัวเร็วและปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมได้ถูกจุด เด็กส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตและมีความสุขได้เหมือนเด็กทั่วไป แนวทางที่เราใช้ร่วมกันมีดังนี้ครับ
- การปรับพฤติกรรมเชิงบวก (Positive Parenting): เปลี่ยนจากการด่าทอหรือลงโทษด้วยความรุนแรง มาเป็นการชมเชยเมื่อเขาทำดี และตั้งกติกาบ้านให้ชัดเจนเข้าใจง่าย
- การฝึกทักษะการจัดการอารมณ์: สอนให้ลูกรู้จักชื่อเรียกอารมณ์ของตัวเอง เช่น ตอนนี้โกรธใช่ไหม หายใจเข้าลึกๆ สิลูก แทนที่จะปล่อยให้ระเบิดอารมณ์ออกมา
- การบำบัดรักษาทางการแพทย์: ในเคสที่มีอาการรุนแรง เช่น สมาธิสั้นมากๆ จนเรียนไม่ได้ คุณหมออาจพิจารณาเรื่องการใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรม ซึ่งเป็นยาที่ปลอดภัยและช่วยให้สมองทำงานได้สมดุลขึ้น
ท้ายที่สุดนี้ อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนไว้ว่า การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตมาอย่างมีความสุขไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ หากวันนี้รู้สึกว่าลูกมีพฤติกรรมที่รับมือไม่ไหว อย่าลังเลที่จะพามาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะการเข้าใจปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ คือของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้กับอนาคตของลูกได้ครับ