หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจ พร้อมกับความกังวลใจว่าทำไมช่วงนี้ลูกถึงดูเกรี้ยวกราด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เลย หรือบางคนก็เอาแต่ใจตัวเองจนปฏิเสธไม่ได้ว่าเหนื่อยใจ บางบ้านอาจจะคิดว่าเป็นเพียงช่วงวัยกำลังโต หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Terrible Twos แต่พอนานวันเข้าพฤติกรรมเหล่านั้นกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มกระทบกับการเรียน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
ในฐานะหมอเด็ก อยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเรื่อง โรคอารมณ์และพฤติกรรมในเด็ก กันใหม่ เพราะบางครั้งสิ่งที่ลูกแสดงออก อาจไม่ใช่แค่พฤติกรรมดื้อรั้นตามวัย แต่เป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากสมองและจิตใจที่กำลังต้องการความเข้าใจและการดูแลที่ถูกต้อง
ลูกแค่ดื้อซนตามวัย หรือกำลังป่วยโรคอารมณ์และพฤติกรรมในเด็กกันแน่?
เด็กทุกคนมีความซน มีช่วงเวลาที่อารมณ์เสีย งอแง หรือต่อต้านเป็นเรื่องปกติธรรมดาตามพัฒนาการ แต่ความแตกต่างระหว่างเด็กซนทั่วไปกับเด็กที่มีความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมนั้น อยู่ที่ความรุนแรง ความถี่ และระยะเวลาที่เป็น
ถ้าพฤติกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานเกินกว่าหกเดือน สร้างปัญหาให้กับการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กเข้ากับเพื่อนไม่ได้ หรือครูที่โรงเรียนเริ่มสะท้อนปัญหาบ่อยครั้ง นั่นคือสัญญาณเตือนว่าเราควรพาเขามาพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียด
รูปแบบความผิดปกติที่พบบ่อยในห้องตรวจจิตวิทยาเด็ก
โรคในกลุ่มนี้ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่แบ่งย่อยออกไปตามลักษณะอาการที่เด็กแสดงออกมาเด่นชัด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สังเกตเบื้องต้นได้ดังนี้
กลุ่มสมาธิสั้นและซน ให้อยู่นิ่งไม่ได้
เด็กกลุ่มนี้มักจะมีปัญหาเรื่องการจดจ่อ ทำงานไม่ค่อยเสร็จ ขี้ลืมทำของหายบ่อย หรือเวลาอยู่บ้านและที่โรงเรียนจะดูเหมือนมีมอเตอร์ติดอยู่ข้างหลัง วิ่งเล่นปีป่ายตลอดเวลาโดยไม่รู้จังหวะอันควร ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้โดยตรง
กลุ่มต่อต้านและก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้
มักมีอาการหงุดหงิดง่าย โมโหร้าย ขัดคำสั่งผู้ใหญ่เป็นกิจวัตร ชอบโทษคนอื่นเมื่อทำผิด หรือบางคนอาจมีพฤติกรรมทำลายข้าวของ ทำร้ายเพื่อน หรือรังแกผู้อื่น ซึ่งเกิดจากการที่สมองส่วนหน้ายังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ในการช่วยยับยั้งชั่งใจ
กลุ่มวิตกกังวลและซึมเศร้าในเด็ก
หลายคนคิดว่าเด็กไม่มีเรื่องเครียด แต่ความจริงเด็กก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลได้เช่นกัน อาการมักจะไม่ใช่การนอนซึม แต่เด็กจะบ่นปวดท้อง ปวดหัวบ่อยๆ ก่อนไปโรงเรียน ร้องไห้ง่ายอย่างไร้สาเหตุ หรือมีความกลัวฝังใจบางอย่างที่มากกว่าเด็กทั่วไป
สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังพฤติกรรมชวนปวดหัวของลูก
ต้นตอของปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดพลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยทางชีววิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก เช่น ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง พันธุกรรมในครอบครัว หรือภาวะคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย รวมถึงปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ความกดดันในครอบครัว การเลี้ยงดูที่ขาดความสม่ำเสมอ หรือการปล่อยให้ลูกหน้าจอโทรศัพท์นานเกินไปจนทักษะทางสังคมและการจัดการอารมณ์พัฒนาได้ไม่เต็มที่
วิธีดูแลและช่วยเหลือเมื่อลูกเผชิญกับโรคอารมณ์และพฤติกรรม
ข่าวดีคือ ปัญหาเหล่านี้สามารถรักษาและปรับดีขึ้นได้มากหากเริ่มเร็ว โดยการรักษาไม่ได้หมายถึงการให้กินยาเสมอไป แต่เป็นการดูแลแบบองค์รวมที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
- การปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม: แพทย์จะแนะนำเทคนิคการสื่อสาร การตั้งกฎกติกาที่ชัดเจนในบ้าน และการให้รางวัลเมื่อลูกทำดี
- การทำจิตบำบัด: สำหรับเด็กโต อาจมีการพูดคุย เล่นบำบัด หรือศิลปะบำบัด เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจและจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น
- การใช้ยาในกรณีจำเป็น: หากสารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติมากจนเด็กไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดจะช่วยลดความรุนแรงและเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น
การเข้าใจและยอมรับว่าลูกกำลังป่วยเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด อย่าเพิ่งโทษตัวเองว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี และอย่าเพิ่งดุว่าลูกเพราะความเข้าใจผิด การพามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยปลดล็อกความอึดอัดใจ และพาครอบครัวกลับมามีความสุขร่วมกันได้อีกครั้ง