ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยไหมที่ตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกปวดข้อเข่าจนแทบก้าวขาไม่ออก หรือไปวิ่งออกกำลังกายมาแล้วเอ็นร้อยหวายอักเสบจนระบมไปหมด เมื่อเกิดอาการปวด บวม แดง ร้อนตามร่างกาย หลายคนมักจะนึกถึงยาแก้ปวดสีชมพูหรือยากลุ่มที่เรียกว่า เอ็นเสด (NSAIDs) ซึ่งการรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์นี้ ถือเป็นวิธีที่ได้ผลดีและรวดเร็วมากในการสยบอาการปวดและอักเสบ แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ยาที่มีฤทธิ์แรงกลุ่มนี้หากใช้อย่างไม่เข้าใจ ก็อาจกลายเป็นสารพิษที่ทำร้ายร่างกายเราได้โดยไม่รู้ตัว

ทำความรู้จักกลุ่มยาแก้ปวดลดอักเสบ หรือที่หมอเรียกว่า NSAIDs

เวลาที่ร่างกายเราได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะจากการกระแทก เส้นยึด หรือข้ออักเสบ ร่างกายจะหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่า โปรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดไข้ อาการปวด และอาการบวมแดง การรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ จะเข้าไปทำหน้าที่บล็อกการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างสารเคมีตัวนี้ ส่งผลให้ความเจ็บปวดและการอักเสบทางร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว

ยาตัวนี้ต่างจากยาพาราเซตามอลทั่วไปอย่างไร?

คนไข้หลายคนมักสับสนระหว่างพาราเซตามอลกับยากลุ่มเอ็นเสด หลักการจำง่ายๆ คือ พาราเซตามอลช่วยลดไข้และบรรเทาอาการปวดทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน แต่ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ บวม หรือแดง ส่วนการรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ จะเน้นไปที่การลดกระบวนการอักเสบโดยตรง เช่น ข้ออักเสบ กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือเอ็นอักเสบ จึงช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอของอาการปวดจากการบาดเจ็บทางโครงสร้างร่างกายได้ดีกว่า

อาการแบบไหนที่ต้องรักษาด้วยยากลุ่มนี้?

ไม่ใช่ทุกอาการปวดที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ แพทย์มักจะพิจารณาจ่ายยาเมื่อประเมินแล้วว่าร่างกายมีกระบวนการอักเสบร่วมด้วย เช่น:

  • โรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ: เช่น ข้อเข่าเสื่อม โรคเกาต์เฉียบพลัน หรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งมักจะมีอาการข้อบวม แดง และตึงแข็ง
  • การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ: เช่น กล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน เอ็นอักเสบ ข้อเท้าแพลง หรืออาการฟกช้ำระบมตามร่างกาย
  • อาการปวดเฉพาะจุดที่รุนแรง: เช่น อาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง อาการปวดหลังจากการผ่าตัด หรือปวดฟันจากการอักเสบของรากฟัน

ทำไมกินยาแก้ปวดกลุ่มนี้แล้วถึงปวดท้อง? เจาะลึกผลข้างเคียงที่ต้องระวัง

คำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้รับจากคนไข้คือ ทำไมกินยาแก้ปวดข้อแล้วแสบท้องหรือเป็นโรคกระเพาะ คำอธิบายคือ สารโปรสตาแกลนดินที่ยาชนิดนี้ไปบล็อกนั้น ไม่ได้มีแค่หน้าที่ทำให้ปวด แต่มันยังมีหน้าที่สำคัญในการสร้างเมือกเคลือบกระเพาะอาหารเพื่อป้องกันกรด เมื่อสารนี้ลดลง กระเพาะอาหารจึงสูญเสียเกราะป้องกันไปโดยปริยาย ทำให้เกิดอาการระคายเคือง แสบท้อง และหากกินยาติดต่อกันนานเกินไป อาจรุนแรงถึงขั้นเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือเลือดออกในทางเดินอาหารได้

ภัยเงียบต่อไตและระบบหัวใจที่หลายคนมองข้าม

นอกจากเรื่องกระเพาะอาหารแล้ว การรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ยังมีผลโดยตรงต่อการทำงานของไต ยาจะไปลดปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงไต ทำให้ไตขับของเสียได้ลดลง หากกินติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดภาวะไตเสื่อมหรือไตวายเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ ยาบางตัวในกลุ่มนี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจอยู่เดิมอีกด้วย

วิธีทานยาแก้ปวดลดอักเสบให้ปลอดภัย ห่างไกลผลข้างเคียงอันตราย

เพื่อให้การรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัยต่อร่างกาย หมอมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวดังนี้:

  • ต้องกินยาหลังอาหารทันที: และดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อลดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร ห้ามกินตอนท้องว่างเด็ดขาด หากมีประวัติเป็นโรคกระเพาะ แพทย์อาจจ่ายยาเคลือบกระเพาะควบคู่ไปด้วย
  • ใช้ยาในปริมาณต่ำที่สุดและสั้นที่สุด: ควรกินยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่งอย่างเคร่งครัด เมื่ออาการปวดและการอักเสบดีขึ้นแล้ว ควรหยุดยาทันที ไม่ควรกินต่อเนื่องยาวนานเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้
  • หลีกเลี่ยงการกินยาซ้ำซ้อน: ยาในกลุ่มนี้มีหลายชื่อทางการค้า บางครั้งคนไข้ไปซื้อยาจากหลายร้านมารวมกันโดยไม่รู้ว่าเป็นยากลุ่มเดียวกัน การได้รับยาซ้ำซ้อนจะเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายร้ายแรงต่อกระเพาะและไตเป็นทวีคูณ

ใครบ้างที่ต้องเลี่ยงยากลุ่มนี้ และควรปรึกษาหมอก่อนใช้ยา?

มีคนไข้บางกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หรืออาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์โดยสิ้นเชิง ได้แก่:

  • ผู้ที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือเคยมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เพราะยาอาจทำให้การทำงานของไตแย่ลงอย่างรวดเร็ว
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือผู้ที่เคยมีประวัติหลอดเลือดสมองตีบ
  • สตรีมีครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร
  • ผู้ที่กำลังกินยาละลายลิ่มเลือด เช่น วาร์ฟาริน หรือแอสไพริน เพราะยากลุ่มนี้จะเสริมฤทธิ์กันทำให้เลือดออกในร่างกายได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายนี้ อาการปวดเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากำลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น การใช้ยาต้านอักเสบเป็นเพียงการบรรเทาอาการและลดการอักเสบที่ปลายเหตุ หากรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดเรื้อรัง การเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมคือสิ่งที่ดีที่สุดต่อสุขภาพในระยะยาว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down