ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์คืออะไร และทำไมหมอถึงสั่งจ่ายให้บ่อย

เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดหลัง ปวดข้อ หรืออักเสบจากการเล่นกีฬา ยาที่เรามักจะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คือกลุ่มยาที่เรียกกันว่า NSAIDs หรือชื่อเต็มภาษาไทยคือ การรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาในกลุ่มนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ระงับความรู้สึกปวดเหมือนพาราเซตามอลเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติเด่นคือการไปจัดการกับสารอักเสบในร่างกายโดยตรง ทำให้ลดทั้งอาการปวด ลดการบวม และลดไข้ได้พร้อมกัน

กลไกการทำงานของยา: จัดการต้นตอความเจ็บปวด

เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้ออักเสบหรือข้อเสื่อม ร่างกายจะสร้างสารเคมีตัวหนึ่งที่ชื่อว่า พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวดและการอักเสบ ยาในกลุ่ม NSAIDs จะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ที่เป็นตัวผลิตสารนี้ เมื่อสารอักเสบน้อยลง อาการปวดและบวมที่เราเคยรู้สึกจึงทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด

ประเภทของยาที่ใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน

ยาในกลุ่มนี้มีหลายตัวที่เราคุ้นหูกันดี ซึ่งแต่ละชนิดมีระยะเวลาออกฤทธิ์และความแรงที่แตกต่างกัน เช่น

  • ไอบูโพรเฟน: หาซื้อง่ายและใช้บ่อยในกรณีปวดเมื่อยทั่วไป
  • นาพร็อกเซน: มักใช้ในกรณีที่ต้องการฤทธิ์ยาที่นานขึ้น
  • ไดโคลฟีแนก: นิยมใช้มากสำหรับอาการปวดข้อหรืออักเสบเฉียบพลัน

ข้อควรระวังสำคัญ: ใช้ยาอย่างไรให้ไม่กัดกระเพาะ

แม้ว่ายาจะดีแค่ไหน แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ มีผลข้างเคียงหลักที่คนไข้ต้องระวังคือเรื่องระบบทางเดินอาหาร ยาพวกนี้อาจไปทำลายชั้นเมือกที่เคลือบกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการระคายเคือง แสบท้อง หรือในกรณีที่ใช้ติดต่อกันนานๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

ใครบ้างที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการกินยา

  • คนไข้ที่มีประวัติโรคกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อน
  • ผู้สูงอายุที่ไตเริ่มทำงานได้ไม่เต็มที่
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง เนื่องจากยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการสะสมของน้ำและโซเดียมในร่างกาย
  • คนไข้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือดอยู่ก่อนแล้ว เพราะยาอาจไปเสริมฤทธิ์กันจนเกิดความเสี่ยงเลือดออกง่าย

วิธีลดความเสี่ยงจากการใช้ยาในระยะยาว

หมอแนะนำเสมอว่า หากจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรทานหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อลดการระคายเคือง และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรซื้อยากินเองติดต่อกันนานเกินไปโดยไม่มีการปรึกษาแพทย์ หากอาการปวดไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน ควรกลับมาตรวจซ้ำ เพื่อให้หมอประเมินว่าเราควรปรับแผนการรักษาไปเป็นกายภาพบำบัดหรือวิธีอื่นแทนหรือไม่ เพื่อสุขภาพร่างกายในระยะยาวของคนไข้เอง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down