ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายครั้งที่คนไข้ผู้หญิงเดินเข้ามาตรวจในห้องตรวจด้วยท่าทางกังวลใจ เล่าให้ฟังว่าช่วงนี้รู้สึกจุดซ่อนเร้นมีความเปียกชื้นผิดปกติ มีตกขาวออกมาเยอะจนต้องใส่แผ่นอนามัยตลอดเวลา แถมยังมีอาการคันยุบยิบ หรือเริ่มมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ บางรายมีอาการเจ็บลึกๆ ขณะมีเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย เรื่องของตกขาวและอาการคันเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก แต่ผู้หญิงหลายคนเลือกที่จะเงียบไว้ ซื้อยามากินหรือทาเองเพราะความเขินอาย จนกระทั่งอาการลุกลามกลายเป็นการอักเสบที่ลึกเข้าไปถึงปากมดลูก

ตกขาวแบบไหนที่ยังปกติ และแบบไหนที่เริ่มส่งสัญญาณเตือน?

โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายสร้างตกขาวขึ้นมาเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและช่วยทำความสะอาดช่องคลอด ตกขาวที่ปกติมักจะมีลักษณะใสหรือเป็นสีขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก ปริมาณไม่มากเกินไป ไม่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง และไม่ทำให้เกิดอาการคันหรือแสบร้อน ปริมาณของตกขาวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามรอบประจำเดือน เช่น ช่วงไข่ตกตกขาวจะมีลักษณะใสและยืดได้คล้ายไข่ขาวดิบ

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มสังเกตเห็นลักษณะตกขาวผิดปกติ อาการคัน และสีที่เปลี่ยนไป นั่นคือสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกว่ามีความสมดุลภายในช่องคลอดเสียไป หรือเกิดการติดเชื้อขึ้นแล้ว

สังเกตสีและลักษณะตกขาว บอกโรคอะไรได้บ้าง?

หมอขอสรุปรวบรวมลักษณะตกขาวที่เจอบ่อยในห้องตรวจ เพื่อให้ลองเช็กตัวเองเบื้องต้น ดังนี้

  • ตกขาวเป็นก้อนแป้งสีขาวขุ่น ร่วมกับอาการคันอย่างรุนแรง: ลักษณะนี้มักเกิดจากการติดเชื้อราในช่องคลอด (Candidiasis) ตกขาวจะมีลักษณะเหมือนคราบนมทารกหรือชีส คันบริเวณแคมและรอบช่องคลอด แสบร้อนเวลาปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์
  • ตกขาวสีเทาหรือขาวคาวปลา มีกลิ่นเหม็นอับชัดเจน: มักเกิดจากภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis) กลิ่นคาวปลาจะชัดเจนขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์หรือหลังหมดประจำเดือน อาการคันอาจไม่รุนแรงเท่าการติดเชื้อรา
  • ตกขาวสีเขียวหรือสีเหลืองปนเขียว เป็นฟอง: มักเกิดจากการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชนิดนี้มักมาพร้อมอาการคัน แสบ และมีกลิ่นเหม็นรุนแรง
  • ตกขาวปนเลือด หรือมีสีน้ำตาล: หากไม่ใช่ช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน อาจเกิดจากแผลในช่องคลอด ติ่งเนื้อ หรือความผิดปกติที่ปากมดลูกและโพรงมดลูก

ภาวะปากมดลูกอักเสบ โรคซ่อนแอบที่มาพร้อมตกขาวผิดปกติ

อีกหนึ่งภาวะที่หมอมักตรวจพบเมื่อคนไข้มาด้วยเรื่องตกขาวเรื้อรัง คือ ภาวะปากมดลูกอักเสบ (Cervicitis) ซึ่งเป็นการอักเสบติดเชื้อบริเวณส่วนปลายของมดลูกที่ยื่นเข้ามาในช่องคลอด

ภาวะนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เชื้อหนองในแท้ (Gonorrhea) เชื้อหนองในเทียม (Chlamydia) หรืออาจเกิดจากการระคายเคืองสารเคมี เช่น สารจากน้ำยาอนามัย ถุงยางอนามัยชนิดลาเท็กซ์ หรือการแพ้สิ่งแปลกปลอม

อาการเด่นของภาวะปากมดลูกอักเสบที่ต้องระวัง

ความน่ากลัวของภาวะปากมดลูกอักเสบคือ ในช่วงแรกอาจไม่มีอาการชัดเจนเลย แต่หากมีอาการ มักแสดงออกดังนี้

  • มีตกขาวปริมาณมาก มีสีเหลือง ขุ่น หรือเป็นหนอง
  • มีเลือดออกผิดปกติหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกปั้นๆ ระหว่างรอบเดือน
  • รู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ในช่องท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์
  • แสบขัดเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

ทำไมไม่ควรปล่อยให้ภาวะปากมดลูกอักเสบเรื้อรัง?

หากมีอาการคัน ตกขาวผิดปกติ แล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี เชื้อโรคอาจลุกลามขึ้นไปตามทางเดินระบบนรีเวช จากปากมดลูกเข้าสู่โพรงมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ ส่งผลให้เกิด ภาวะอุ้งเชิงก้านอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease: PID) ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการเกิดพังผืด การพังผืดอุดตันในท่อนำไข่ เสี่ยงต่อการมีบุตรยาก หรือเพิ่มความเสี่ยงการตั้งครรภ์นอกมดลูกในอนาคตได้

หมอมีแนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างไร?

เมื่อมาพบแพทย์ หมอจะเริ่มจากการสอบถามประวัติ ประวัติการใช้ยา การมีเพศสัมพันธ์ และทำการตรวจภายใน เพื่อดูลักษณะของช่องคลอดและปากมดลูกอย่างละเอียด

หมออาจใช้ไม้พันกอซเล็กๆ เก็บตัวอย่างตกขาวหรือสิ่งส่งตรวจจากปากมดลูก ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อก่อโรคที่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อรา แบคทีเรีย หรือเชื้อพยาธิ

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุเป็นหลัก:

  • หากเกิดจากเชื้อรา: จะได้รับยาสอดช่องคลอดหรือยารับประทานต้านเชื้อรา
  • หากเกิดจากแบคทีเรียหรือเชื้อพยาธิ: จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะเฉพาะโรค โดยต้องทานยาให้ครบตามแพทย์สั่งแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • กรณีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: คู่นอนจำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาควบคู่กันไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำไปมา

การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันอาการคันและตกขาวผิดปกติ

การป้องกันและการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีความสำคัญอย่างมากในการรักษาความสมดุลของจุดซ่อนเร้น หมอแนะนำข้อปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้

  • เลิกการสวนล้างช่องคลอด: การสวนล้างช่องคลอดจะทำลายแบคทีเรียชนิดดี (Lactobacilli) ที่ทำหน้าที่ปกป้องช่องคลอด ทำให้เชื้อก่อโรคเติบโตได้ง่ายขึ้น ควรใช้น้ำสะอาดหรือสบู่อ่อนๆ ล้างเฉพาะภายนอกเท่านั้น
  • เช็ดทำความสะอาดอย่างถูกวิธี: หลังปัสสาวะหรืออุจจาระ ให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากอุจจาระเข้าสู่ช่องคลอด
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: หลีกเลี่ยงกางเกงที่คับแน่นเกินไป เลือกใช้กางเกงในผ้าฝ้ายเพื่อลดความอับชื้น
  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์: เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นสาเหตุหลักของปากมดลูกอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม: เช่น สเปรย์ฉีดจุดซ่อนเร้น หรือผ้าอนามัยที่มีกลิ่นหอมแรง เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

เรื่องสุขภาพจุดซ่อนเร้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะตกขาวที่เปลี่ยนไป อาการคัน หรือมีเลือดออกผิดปกติ การรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษาง่าย ได้ผลดี และป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ