ในห้องตรวจกุมารเวชศาสตร์ หมอมักจะได้พบคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่หอบลูกน้อยวัยแรกเกิดมาด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง คำถามยอดฮิตส่วนใหญ่มักจะคล้ายกันคือ ทำไมลูกคลอดมาสามวันแล้วยังไม่ถ่ายขี้เทาเลย ท้องก็ดูอืดขึ้นเรื่อยๆ นมก็ไม่ค่อยยอมกิน แถมบางทีก็สำรอกออกมาเป็นสีเขียวปนเหลืองอีก อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องท้องอืดธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะที่เรียกว่า โรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด ซึ่งเป็นโรคที่ต้องการการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงทีเพื่อความปลอดภัยของเจ้าตัวเล็ก
เกิดอะไรขึ้นกับลำไส้ของลูก ทำไมถึงทำงานไม่ได้ตามปกติ?
ตามปกติแล้ว ลำไส้ของคนเราจะทำงานบีบตัวเพื่อไล่อุจจาระออกไปได้ด้วยระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งมีเซลล์ประสาทขนาดเล็กฝังตัวอยู่ในผนังลำไส้คอยสั่งการ แต่ในเด็กที่เป็นโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิดนั้น จะเกิดความผิดปกติในระหว่างที่ทารกเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์มารดา โดยเซลล์ประสาทที่ว่านี้เจริญเติบโตไปไม่ถึงส่วนปลายของลำไส้ใหญ่
ผลที่ตามมาคือ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายที่ไม่มีเซลล์ประสาทคอยสั่งการจะไม่สามารถบีบตัวและคลายตัวได้ ทำให้ลำไส้ส่วนนั้นหดเกร็งอยู่ตลอดเวลา เปรียบเสมือนมีสิ่งกีดขวางทางจราจรอย่างถาวร ทำให้อุจจาระและลมไม่สามารถเคลื่อนผ่านไปได้ เมื่อสิ่งขับถ่ายผ่านไปไม่ได้ ลำไส้ส่วนบนที่อยู่เหนือกำแพงกั้นนี้จึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อพยายามดันอุจจาระออก จนในที่สุดลำไส้ส่วนบนนั้นจึงขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และโป่งพองออกตามชื่อของโรคนั่นเอง
สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องสังเกต: อาการแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด
อาการของโรคนี้ส่วนใหญ่จะแสดงออกมาให้เห็นค่อนข้างเร็ว ตั้งแต่ช่วงไม่กี่วันแรกหลังคลอด โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติของลูกน้อยได้จากสัญญาณเตือนเหล่านี้
- ไม่ถ่ายขี้เทาภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด: นี่คือสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด ทารกปกติเกือบทั้งหมดจะถ่ายขี้เทาซึ่งเป็นอุจจาระแรกคลอดสีเขียวเข้มปนดำภายในวันแรก หากพ้น 48 ชั่วโมงแรกไปแล้วลูกยังไม่ถ่าย คุณหมอผู้ดูแลจะเริ่มประเมินหาความผิดปกติทันที
- ท้องอืดโตตึงขึ้นเรื่อยๆ: เนื่องจากอุจจาระและลมไม่สามารถระบายออกไปได้ หน้าท้องของทารกจะเริ่มป่องและตึงอย่างเห็นได้ชัด
- อาเจียนหรือสำรอกนม: นมที่กินเข้าไปไม่สามารถเดินทางผ่านลำไส้ลงไปได้ ทำให้เด็กมีอาการอาเจียน บ่อยครั้งที่น้ำดีไหลย้อนกลับมาทำให้อาเจียนออกมามีสีเขียวหรือสีเหลือง
- มีไข้และท้องเสียรุนแรง: ในรายที่ปล่อยทิ้งไว้ ลำไส้ที่อุดตันอาจเกิดการอักเสบและติดเชื้ออย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้เด็กมีไข้สูง ซึม ท้องเสียเป็นน้ำที่มีกลิ่นเหม็นคาวจัด และอาจเกิดภาวะช็อกซึ่งอันตรายถึงชีวิต
สำหรับเด็กบางรายที่รอยโรคไม่มีเซลล์ประสาทเฉพาะส่วนที่สั้นมาก อาจจะยังพอขับถ่ายเองได้บ้างในช่วงแรก แต่อาการจะค่อยๆ เด่นชัดขึ้นเมื่อเริ่มโตขึ้น โดยจะมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ต้องพึ่งพายาสวนทวารหนักอยู่ตลอด ท้องป่อง ตัวเล็ก และเจริญเติบโตช้ากว่าเกณฑ์ปกติ
เมื่อพามาพบหมอ เราจะมีวิธีตรวจเช็กอย่างไรบ้าง?
หากมีอาการที่น่าสงสัย คุณหมอจะส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคนี้อย่างแม่นยำ ซึ่งประกอบด้วยวิธีหลักๆ ดังต่อไปนี้
- การเอกซเรย์ช่องท้องและการสวนสารทึบรังสี: เป็นการสวนสารทึบรังสีเข้าไปทางทวารหนักแล้วถ่ายภาพเอกซเรย์ เพื่อดูขนาดของลำไส้ใหญ่ คุณหมอจะมองเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างลำไส้ใหญ่ส่วนล่างที่ตีบแคบกับลำไส้ใหญ่ส่วนบนที่โป่งพองขยายใหญ่ขึ้น
- การตัดชิ้นเนื้อบริเวณผนังลำไส้ใหญ่ไปตรวจ: วิธีนี้เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดและถือเป็นมาตรฐานหลักในการวินิจฉัย คุณหมอจะเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อขนาดเล็กมากบริเวณเยื่อบุลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเพื่อนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ หากตรวจไม่พบเซลล์ประสาท ก็จะสามารถยืนยันโรคได้ทันที
- การวัดการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก: มักใช้ในเด็กโตที่สามารถให้ความร่วมมือในการตรวจได้ โดยใช้สายสวนขนาดเล็กเพื่อวัดการตอบสนองต่อการบีบตัวของลำไส้และหูรูด
วิธีรักษา: การผ่าตัดช่วยให้ลูกกลับมาขับถ่ายได้ตามปกติได้อย่างไร?
เมื่อได้รับการยืนยันการวินิจฉัยแล้ว การรักษาหลักเพียงวิธีเดียวคือการผ่าตัด เนื่องจากลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาทจะไม่สามารถกลับมาทำงานเองได้ตามธรรมชาติ เป้าหมายของการผ่าตัดคือการนำลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาทออกไป แล้วดึงลำไส้ส่วนบนที่ดีและมีเซลล์ประสาททำงานปกติลงมาต่อกับทวารหนักแทน เพื่อให้ระบบขับถ่ายกลับมาทำงานได้ตามปกติ
เทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก หมออาจเลือกใช้วิธีการผ่าตัดผ่านทางทวารหนักโดยตรงเพื่อไม่ให้มีแผลหน้าท้อง หรือการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งช่วยให้เด็กเจ็บตัวน้อยลงและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ในกรณีที่เด็กมีอาการลำไส้อุดตันรุนแรงหรือมีภาวะลำไส้อักเสบร่วมด้วย คุณหมออาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเปิดลำไส้ใหญ่มาไว้ที่หน้าท้องเป็นการชั่วคราวเพื่อระบายอุจจาระและพักลำไส้ให้แข็งแรงดีก่อน จากนั้นเมื่อเด็กพร้อม จึงจะทำการผ่าตัดปิดลำไส้กลับเข้าไปและต่อลำไส้เข้ากับทวารหนักในภายหลัง
การดูแลเจ้าตัวเล็กหลังผ่าตัด และการดูแลในระยะยาวที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้
หลังการผ่าตัดสำเร็จลุล่วงด้วยดี การดูแลเอาใจใส่จากคุณพ่อคุณแม่คือหัวใจสำคัญในการฟื้นฟูร่างกายของลูก ในช่วงแรกหลังผ่าตัด อาจมีภาวะก้นแดงหรือผิวหนังรอบทวารหนักอักเสบได้ง่ายเนื่องจากเด็กจะถ่ายบ่อย คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใส่ใจทำความสะอาดอย่างเบามือ ทาครีมเคลือบผิวเพื่อป้องกันผื่นแพ้ และคอยสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด
หากพบสัญญาณอันตรายหลังผ่าตัดเหล่านี้ ต้องรีบพาลูกกลับมาพบหมอทันที
- มีไข้สูง
- ท้องกลับมาอืดตึงอีกครั้ง
- อาเจียน
- ท้องเสียรุนแรง อุจจาระมีกลิ่นเหม็นคาวจัด หรือมีมูกเลือดปน
ในระยะยาว เด็กส่วนใหญ่หลังได้รับการผ่าตัดรักษาจะสามารถเติบโตและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวเพื่อควบคุมการขับถ่าย บางคนอาจมีปัญหาท้องผูกหรือกลั้นอุจจาระไม่ได้ชั่วคราว ซึ่งคุณหมอจะนัดตรวจติดตามอาการอย่างต่อเนื่องเพื่อคอยแนะนำเรื่องโภชนาการ การฝึกขับถ่าย และปรับยาระบายให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
การที่พบว่าลูกน้อยเผชิญกับโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิดอาจสร้างความกังวลใจให้ครอบครัวอย่างมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์และการผ่าตัดที่ทันสมัยในปัจจุบัน โรคนี้สามารถรักษาให้หายและช่วยให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเติบโตได้อย่างแข็งแรง สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรกเกิดและรีบเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็ว