ค่ำคืนที่ลูกน้อยนอนซมด้วยพิษไข้ เป็นช่วงเวลาที่สร้างความกังวลใจให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้มากที่สุด สิ่งหนึ่งที่มักจะสร้างความสับสนและเป็นกังวลใจอย่างมากก็คือ การสังเกตลมหายใจของลูก หลายครั้งที่พ่อแม่ต้องคอยนั่งจ้องหน้าอกของลูกยามหลับ แล้วเกิดคำถามในใจว่า ลูกหายใจเร็วมากเลยแบบนี้ปกติไหม หรือ ลูกหายใจหอบแรงขนาดนี้ จะเป็นปอดอักเสบหรือเปล่า
การสังเกตลมหายใจของลูกเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้แยกแยะได้ว่า อาการแบบไหนที่ยังรอสังเกตอาการที่บ้านได้ และอาการแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบพามาโรงพยาบาลทันที
เตรียมตัวก่อนนับลมหายใจ วิธีนับอัตราการหายใจของลูกอย่างถูกต้อง
ก่อนจะเปิดตารางดูเกณฑ์ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องนับอัตราการหายใจให้ถูกวิธีเสียก่อน เพราะหากนับตอนที่ลูกกำลังร้องไห้โยเย เพิ่งเล่นซนมาเหนื่อยๆ หรือกำลังดูดนม อัตราการหายใจจะสูงขึ้นกว่าปกติอย่างแน่นอน ซึ่งอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อนจนเกิดความตื่นตระหนกเกินไป
วิธีนับที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด มีดังนี้
- สังเกตตอนที่ลูกสงบที่สุด: ควรนับในขณะที่ลูกนอนหลับ หรือกำลังพักผ่อนอย่างเต็มที่และไม่มีไข้สูง
- วิธีการนับ: ให้สังเกตการขยับขึ้นและลงของทรวงอกหรือหน้าท้อง โดยนับการกระเพื่อมขึ้นและลงรวมเป็น 1 ครั้ง
- จับเวลาให้แม่นยำ: ใช้เวลาในการนับจนครบ 1 นาทีเต็ม ไม่แนะนำให้นับเพียง 15 วินาทีแล้วนำไปคูณสี่ เพราะในเด็กเล็ก การหายใจอาจจะมีช่วงที่เร็วและช้าสลับกันได้เป็นธรรมชาติ
- นับซ้ำเพื่อความแน่ใจ: หากไม่มั่นใจในตัวเลขแรก แนะนำให้นับซ้ำอีกครั้งในช่วงเวลาที่ลูกยังสงบอยู่
เปิดตารางเช็กอาการ เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะหายใจเร็ว in เด็กตามช่วงอายุ
ร่างกายของเด็กในแต่ละช่วงวัยมีการพัฒนาของระบบทางเดินหายใจและปอดที่แตกต่างกัน เด็กยิ่งอายุน้อย อัตราการหายใจตามปกติก็จะยิ่งเร็วขึ้น ดังนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้กำหนด เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะหายใจเร็วในเด็กตามช่วงอายุ ไว้เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่และบุคลากรทางการแพทย์ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการประเมินเบื้องต้น ดังนี้
กลุ่มเด็กทารกแรกเกิดถึงอายุต่ำกว่า 2 เดือน
ในวัยนี้ปอดและกล้ามเนื้อทรวงอกยังพัฒนาไม่เต็มที่ อัตราการหายใจปกติจะค่อนข้างเร็วอยู่แล้ว แต่หากพบว่าลูกน้อยหายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป จะถือว่ามีภาวะหายใจเร็วผิดปกติ
กลุ่มเด็กเล็กอายุ 2 เดือนถึง 11 เดือน
เมื่อเริ่มโตขึ้น อัตราการหายใจจะเริ่มชะลอลงเล็กน้อย เกณฑ์การวินิจฉัยในวัยนี้คือ หากลูกหายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป จะถือว่าเริ่มมีภาวะหายใจเร็ว
กลุ่มเด็กโตอายุ 1 ปีถึง 5 ปี
ในช่วงวัยหัดเดินจนถึงวัยก่อนเข้าเรียน ระบบทางเดินหายใจเริ่มพัฒนาแข็งแรงขึ้นมาก หากพบว่าลูกหายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป จะถือว่าผิดปกติและเข้าเกณฑ์ภาวะหายใจเร็ว
กลุ่มเด็กโตอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป
ในกลุ่มเด็กโต อัตราการหายใจจะเริ่มใกล้เคียงกับผู้ใหญ่มากขึ้น หากพบว่าเด็กหายใจตั้งแต่ 30 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป ควรได้รับการดูแลและตรวจเช็กอย่างใกล้ชิด
เพราะอะไรลูกถึงหายใจเร็ว สาเหตุที่ซ่อนอยู่ภายใต้ลมหายใจที่ถี่กระชั้น
เมื่อพบว่าลูกหายใจเร็วเกินเกณฑ์ สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโรคปอดอักเสบเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องร่วมประเมินด้วย
- ไข้สูง: เวลาที่เด็กมีไข้ ร่างกายจะเกิดกระบวนการเผาผลาญที่สูงขึ้น ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วและหายใจเร็วขึ้นชั่วคราว หากเช็ดตัวลดไข้หรือป้อนยาลดไข้จนไข้ลดลงแล้ว อัตราการหายใจกลับมาเป็นปกติ ก็อาจจะยังไม่ใช่ภาวะปอดอักเสบ
- ภาวะขาดน้ำ: เมื่อร่างกายขาดน้ำจากการอาเจียน ท้องเสีย หรือกินนมได้น้อย ร่างกายจะพยายามชดเชยด้วยการหายใจเร็วขึ้น
- โรคระบบทางเดินหายใจ: เช่น โรคปอดบวม (Pneumonia) หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือโรคหอบหืด (Asthma) ซึ่งกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยด่วน
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที
นอกเหนือจากตัวเลขอัตราการหายใจแล้ว สิ่งที่ต้องสังเกตควบคู่กันไปคือลักษณะการหายใจและอาการแสดงทางร่างกายอื่นๆ หากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ
- อกบุ๋มหรือซี่โครงบุ๋ม: ขณะหายใจเข้า ผิวหนังบริเวณใต้ชายโครง ซอกคอ หรือร่องซี่โครงบุ๋มลึกเข้าไปอย่างชัดเจน แสดงว่าลูกต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ
- ปีกจมูกบาน: สังเกตเห็นรูจมูกขยายกว้างออกทุกครั้งที่พยายามหายใจเข้า
- มีเสียงผิดปกติขณะหายใจ: เช่น เสียงหายใจดังวี๊ดๆ เสียงครืดคราดในลำคอ หรือเสียงครางครืดตอนหายใจออก
- ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ: เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตที่บอกว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจน
- ซึมลง ไม่ยอมกินนม หรือร้องกวนผิดปกติ: ทารกที่เหนื่อยจากการหายใจมักจะไม่มีแรงดูดนม หรือมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
การเข้าใจและจดจำเกณฑ์การวัดอัตราการหายใจเหล่านี้ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินความรุนแรงของอาการป่วยของลูกได้ในเบื้องต้น และช่วยลดความเสี่ยงจากการปล่อยให้อาการลุกลามจนเป็นอันตรายได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไม่มั่นใจ การพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเสมอ