ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ค่ำคืนที่ลูกน้อยนอนซมด้วยพิษไข้ เป็นช่วงเวลาที่สร้างความกังวลใจให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้มากที่สุด สิ่งหนึ่งที่มักจะสร้างความสับสนและเป็นกังวลใจอย่างมากก็คือ การสังเกตลมหายใจของลูก หลายครั้งที่พ่อแม่ต้องคอยนั่งจ้องหน้าอกของลูกยามหลับ แล้วเกิดคำถามในใจว่า ลูกหายใจเร็วมากเลยแบบนี้ปกติไหม หรือ ลูกหายใจหอบแรงขนาดนี้ จะเป็นปอดอักเสบหรือเปล่า

การสังเกตลมหายใจของลูกเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้แยกแยะได้ว่า อาการแบบไหนที่ยังรอสังเกตอาการที่บ้านได้ และอาการแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบพามาโรงพยาบาลทันที

เตรียมตัวก่อนนับลมหายใจ วิธีนับอัตราการหายใจของลูกอย่างถูกต้อง

ก่อนจะเปิดตารางดูเกณฑ์ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องนับอัตราการหายใจให้ถูกวิธีเสียก่อน เพราะหากนับตอนที่ลูกกำลังร้องไห้โยเย เพิ่งเล่นซนมาเหนื่อยๆ หรือกำลังดูดนม อัตราการหายใจจะสูงขึ้นกว่าปกติอย่างแน่นอน ซึ่งอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อนจนเกิดความตื่นตระหนกเกินไป

วิธีนับที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด มีดังนี้

  • สังเกตตอนที่ลูกสงบที่สุด: ควรนับในขณะที่ลูกนอนหลับ หรือกำลังพักผ่อนอย่างเต็มที่และไม่มีไข้สูง
  • วิธีการนับ: ให้สังเกตการขยับขึ้นและลงของทรวงอกหรือหน้าท้อง โดยนับการกระเพื่อมขึ้นและลงรวมเป็น 1 ครั้ง
  • จับเวลาให้แม่นยำ: ใช้เวลาในการนับจนครบ 1 นาทีเต็ม ไม่แนะนำให้นับเพียง 15 วินาทีแล้วนำไปคูณสี่ เพราะในเด็กเล็ก การหายใจอาจจะมีช่วงที่เร็วและช้าสลับกันได้เป็นธรรมชาติ
  • นับซ้ำเพื่อความแน่ใจ: หากไม่มั่นใจในตัวเลขแรก แนะนำให้นับซ้ำอีกครั้งในช่วงเวลาที่ลูกยังสงบอยู่

เปิดตารางเช็กอาการ เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะหายใจเร็ว in เด็กตามช่วงอายุ

ร่างกายของเด็กในแต่ละช่วงวัยมีการพัฒนาของระบบทางเดินหายใจและปอดที่แตกต่างกัน เด็กยิ่งอายุน้อย อัตราการหายใจตามปกติก็จะยิ่งเร็วขึ้น ดังนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้กำหนด เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะหายใจเร็วในเด็กตามช่วงอายุ ไว้เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่และบุคลากรทางการแพทย์ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการประเมินเบื้องต้น ดังนี้

กลุ่มเด็กทารกแรกเกิดถึงอายุต่ำกว่า 2 เดือน

ในวัยนี้ปอดและกล้ามเนื้อทรวงอกยังพัฒนาไม่เต็มที่ อัตราการหายใจปกติจะค่อนข้างเร็วอยู่แล้ว แต่หากพบว่าลูกน้อยหายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป จะถือว่ามีภาวะหายใจเร็วผิดปกติ

กลุ่มเด็กเล็กอายุ 2 เดือนถึง 11 เดือน

เมื่อเริ่มโตขึ้น อัตราการหายใจจะเริ่มชะลอลงเล็กน้อย เกณฑ์การวินิจฉัยในวัยนี้คือ หากลูกหายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป จะถือว่าเริ่มมีภาวะหายใจเร็ว

กลุ่มเด็กโตอายุ 1 ปีถึง 5 ปี

ในช่วงวัยหัดเดินจนถึงวัยก่อนเข้าเรียน ระบบทางเดินหายใจเริ่มพัฒนาแข็งแรงขึ้นมาก หากพบว่าลูกหายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป จะถือว่าผิดปกติและเข้าเกณฑ์ภาวะหายใจเร็ว

กลุ่มเด็กโตอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป

ในกลุ่มเด็กโต อัตราการหายใจจะเริ่มใกล้เคียงกับผู้ใหญ่มากขึ้น หากพบว่าเด็กหายใจตั้งแต่ 30 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป ควรได้รับการดูแลและตรวจเช็กอย่างใกล้ชิด

เพราะอะไรลูกถึงหายใจเร็ว สาเหตุที่ซ่อนอยู่ภายใต้ลมหายใจที่ถี่กระชั้น

เมื่อพบว่าลูกหายใจเร็วเกินเกณฑ์ สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโรคปอดอักเสบเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องร่วมประเมินด้วย

  • ไข้สูง: เวลาที่เด็กมีไข้ ร่างกายจะเกิดกระบวนการเผาผลาญที่สูงขึ้น ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วและหายใจเร็วขึ้นชั่วคราว หากเช็ดตัวลดไข้หรือป้อนยาลดไข้จนไข้ลดลงแล้ว อัตราการหายใจกลับมาเป็นปกติ ก็อาจจะยังไม่ใช่ภาวะปอดอักเสบ
  • ภาวะขาดน้ำ: เมื่อร่างกายขาดน้ำจากการอาเจียน ท้องเสีย หรือกินนมได้น้อย ร่างกายจะพยายามชดเชยด้วยการหายใจเร็วขึ้น
  • โรคระบบทางเดินหายใจ: เช่น โรคปอดบวม (Pneumonia) หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือโรคหอบหืด (Asthma) ซึ่งกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยด่วน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

นอกเหนือจากตัวเลขอัตราการหายใจแล้ว สิ่งที่ต้องสังเกตควบคู่กันไปคือลักษณะการหายใจและอาการแสดงทางร่างกายอื่นๆ หากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ

  • อกบุ๋มหรือซี่โครงบุ๋ม: ขณะหายใจเข้า ผิวหนังบริเวณใต้ชายโครง ซอกคอ หรือร่องซี่โครงบุ๋มลึกเข้าไปอย่างชัดเจน แสดงว่าลูกต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ
  • ปีกจมูกบาน: สังเกตเห็นรูจมูกขยายกว้างออกทุกครั้งที่พยายามหายใจเข้า
  • มีเสียงผิดปกติขณะหายใจ: เช่น เสียงหายใจดังวี๊ดๆ เสียงครืดคราดในลำคอ หรือเสียงครางครืดตอนหายใจออก
  • ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ: เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตที่บอกว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจน
  • ซึมลง ไม่ยอมกินนม หรือร้องกวนผิดปกติ: ทารกที่เหนื่อยจากการหายใจมักจะไม่มีแรงดูดนม หรือมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด

การเข้าใจและจดจำเกณฑ์การวัดอัตราการหายใจเหล่านี้ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินความรุนแรงของอาการป่วยของลูกได้ในเบื้องต้น และช่วยลดความเสี่ยงจากการปล่อยให้อาการลุกลามจนเป็นอันตรายได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไม่มั่นใจ การพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเสมอ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down