คุณแม่หลายคนน่าจะเคยผ่านประสบการณ์นี้ ช่วงที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ หรือช่วงใกล้คลอดที่ท้องเริ่มแก่เต็มที่ วันหนึ่งพอจะเอื้อมมือไปอุ้มลูก พยุงศีรษะลูก หรือแม้แต่ตอนบิดผ้าอ้อม กลับรู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาที่โคนนิ้วโป้งลามไปถึงข้อมือ บางครั้งเจ็บจนน้ำตาเล็ดและแทบจะไม่มีแรงยกของ อาการนี้ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอ แต่เป็นโรคยอดฮิตที่คุณแม่ป้ายแดงและคุณแม่ตั้งครรภ์เจอกันบ่อยมาก
ทำไมแค่ขยับนิ้วโป้งก็เจ็บแปล๊บ? รู้จักโรคเดอกาแวงในคุณแม่
ทางการแพทย์เรียกอาการเจ็บเสียวโคนนิ้วโป้งนี้ว่า โรคเดอกาแวง (De Quervain's Tenosynovitis) ซึ่งก็คือการอักเสบของปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง เส้นเอ็นกลุ่มนี้ทำหน้าที่เหยียดและกางนิ้วโป้ง เมื่อปลอกหุ้มเอ็นเกิดการหนาตัวจากการอักเสบ เส้นเอ็นด้านในจะเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก เกิดการเสียดสีขัดกัน ทุกครั้งที่ขยับนิ้วโป้งจึงรู้สึกเจ็บเสียวอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการเลี้ยงลูก
ฮอร์โมนเปลี่ยนและท่าอุ้มลูก: ตัวการทำร้ายข้อมือคุณแม่โดยไม่รู้ตัว
ทำไมโรคนี้ถึงเจาะจงมาเกิดในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดเป็นพิเศษ? คำตอบแบ่งออกเป็นสองปัจจัยหลักที่ทำงานร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างแรกคือการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกาย ช่วงตั้งครรภ์ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนรีแลกซิน (Relaxin) เพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมช่องคลอดและข้อต่อต่างๆ ให้ขยายตัวพร้อมสำหรับการคลอด แต่ผลข้างเคียงคือฮอร์โมนนี้ทำให้เส้นเอ็นทั่วร่างกายรวมถึงที่ข้อมือหลวมและบวมง่ายขึ้นด้วย
อย่างที่สองคือพฤติกรรมการใช้งานหลังคลอด การอุ้มทารกที่ต้องใช้มือช้อนประคองศีรษะและก้น ท่าอุ้มนี้ทำให้นิ้วโป้งต้องกางออกและข้อมือต้องหักงอเป็นเวลานานติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน ประกอบกับการที่ต้องปั๊มนม ซักผ้าอ้อม และอุ้มกล่อมลูกวนไปตลอดทั้งวันทั้งคืน ปัจจัยเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดภาวะเอ็นข้อมืออักเสบในสตรีหลังคลอดและระหว่างตั้งครรภ์ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นอย่างมาก
เช็กอาการด้วยตัวเอง: แบบไหนคือเอ็นข้อมืออักเสบ ไม่ใช่แค่เมื่อยธรรมดา
ลองมาสำรวจตัวเองง่ายๆ ว่าอาการปวดข้อมือที่เป็นอยู่เข้าข่ายโรคนี้หรือไม่ โดยสังเกตสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้
- มีอาการเจ็บเสียวหรือปวดตื้อๆ บริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง
- อาการปวดจะรุนแรงขึ้นเมื่อต้องเกร็งนิ้วโป้ง เช่น การบิดผ้า การเปิดฝาขวด หรือการอุ้มยกตัวลูก
- บางครั้งมีอาการบวมแดงหรือคลำได้ลำแข็งๆ บริเวณโคนนิ้วโป้ง
- รู้สึกเหมือนมีเสียงกึกๆ หรือเส้นเอ็นสะดุดเวลาขยับนิ้วโป้ง
วิธีทดสอบขั้นต้นที่เรียกว่า Finkelstein's Test สามารถทำได้โดยพับนิ้วโป้งเข้าหากลางฝ่ามือ จากนั้นกำปั้นทับนิ้วโป้งไว้ แล้วหักข้อมือลงทางฝั่งนิ้วก้อย หากรู้สึกเจ็บแปล๊บอย่างรุนแรงที่โคนนิ้วโป้ง แสดงว่ามีแนวโน้มสูงมากที่จะมีภาวะเอ็นข้อมืออักเสบ
วิธีดูแลตัวเองให้หายปวด โดยไม่ต้องหยุดให้นมลูก
สำหรับคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร การรักษาจะเน้นวิธีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำนม โดยสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ทันที
พักการใช้งานและประคบเย็น
พยายามลดกิจกรรมที่ต้องเกร็งนิ้วโป้ง หากเริ่มรู้สึกระบม ให้ใช้เจลเย็นหรือถุงน้ำแข็งประคบฝั่งข้อมือที่ปวดครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อช่วยลดการอักเสบเฉียบพลันและลดอาการบวมของเส้นเอ็น
ใส่เฝือกพยุงข้อมือชนิดพิเศษ
การใช้เฝือกอ่อนสำหรับพยุงข้อมือและนิ้วโป้ง (Thumb Spica Splint) จะช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของนิ้วโป้งชั่วคราว ทำให้เส้นเอ็นได้พักและฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น ควรใส่ในช่วงที่ต้องทำงานบ้านหรืออุ้มลูก และอาจใส่ตอนนอนเพื่อป้องกันการเผลอเกร็งข้อมือในเวลากลางคืน
การรักษาทางยาและการทำกายภาพบำบัด
หากอาการไม่ดีขึ้น การปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาทาภายนอกกลุ่มลดการอักเสบจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับแม่ให้นม หรืออาจใช้การทำกายภาพบำบัดด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์เพื่อลดการอักเสบในชั้นลึก ในรายที่ปวดรุนแรงจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุดเข้าไปที่ปลอกหุ้มเส้นเอ็น ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ออกฤทธิ์เฉพาะที่ และช่วยให้หายปวดได้อย่างรวดเร็ว
ปรับท่าอุ้มและวิธีใช้มือ เพื่อถนอมข้อมือคุณแม่ในระยะยาว
การรักษาจะไม่มีทางหายขาดตราบใดที่ยังใช้ข้อมือในท่าเดิมๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
- เปลี่ยนท่าอุ้มลูก: หลีกเลี่ยงการใช้ฝ่ามือช้อนประคองโดยเกร็งนิ้วโป้ง ให้เปลี่ยนมาใช้ท่อนแขนพยุงหรืออุ้มพาดบ่าแทน เพื่อกระจายน้ำหนักของตัวเด็กไปที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ขึ้น
- ใช้หมอนรองให้นมช่วยทุ่นแรง: วางลูกบนหมอนรองให้นมเพื่อให้ความสูงพอดีกับเต้านม แทนการใช้กำลังแขนและข้อมือพยุงตัวลูกไว้ตลอดเวลาที่ให้นม
- งดการเล่นโทรศัพท์มือถือด้วยมือเดียว: การใช้นิ้วโป้งไถหน้าจอโทรศัพท์ขนาดใหญ่ซ้ำๆ เป็นการซ้ำเติมเส้นเอ็นที่อักเสบอยู่แล้วให้แย่ลงโดยไม่จำเป็น
การดูแลลูกน้อยต้องใช้พลังกายและใจอย่างมหาศาล แต่การดูแลสุขภาพของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเริ่มมีอาการปวดข้อมือ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง การปรับเปลี่ยนท่าทางและรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถกลับมาอุ้มลูกและดูแลครอบครัวได้อย่างมีความสุขและปราศจากความเจ็บปวด