เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาหาหมอที่ห้องตรวจ พร้อมกับเกาแขนเกาขาตัวเองยิกๆ พร้อมบ่นว่าอยู่ดีๆ ก็มีผื่นแดงขึ้นมาตามตัว สิ่งแรกที่หมอมักจะถามกลับไปเสมอคือ ช่วงนี้ไปโดนอะไรมาบ้าง หรือเปลี่ยนครีม เปลี่ยนน้ำยาซักผ้าอะไรใหม่หรือเปล่า เพราะเจ้าผื่นแดงอักเสบที่เกิดขึ้นตามจุดที่ผิวหนังไปสัมผัสกับอะไรบางอย่างโดยตรงเนี่ย มันมักจะมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจเสมอ
ผื่นแพ้สัมผัสหน้าตาเป็นอย่างไร ทำไมถึงสังเกตไม่ยากอย่างที่คิด
เวลาที่ผิวของเราไปแตะโดนสารเคมี หรือสิ่งระคายเคืองที่มันไม่ชอบ ผิวหนังจะแสดงอาการประท้วงออกมาทันที ซึ่งลักษณะผื่นแดงอักเสบตามผิวสัมผัสที่เราเจอกันบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน มักจะมีจุดสังเกตหลักๆ ที่ค่อนข้างชัดเจน ดังนี้ครับ
- ขอบเขตของผื่นเป๊ะตามรอยสัมผัส: ถ้าเราเอาข้อมือไปโดนสายนาฬิกาที่เป็นโลหะแล้วแพ้ ผื่นมันก็จะขึ้นมาเป็นวงกลมเป๊ะตามรูปทรงของสายนาฬิกานั้นเลย หรือถ้าแพ้น้ำยาซักผ้า บริเวณที่เสื้อผ้าแนบเนื้อและเสียดสีบ่อยๆ ก็จะมีผื่นแดงขึ้นตามแนวเสื้อผ้า
- มีอาการบวมแดงร่วมกับตุ่มน้ำใส: ในช่วงแรกที่เพิ่งเริ่มแพ้ ผิวบริเวณนั้นจะบวมแดงร้อน และถ้าเป็นการแพ้ที่ค่อนข้างรุนแรง เรามักจะเห็นตุ่มน้ำใสๆ เม็ดเล็กๆ ขึ้นมาเต็มไปหมด พอตุ่มน้ำพวกนี้แตกออกก็จะกลายเป็นแผลแฉะๆ และตกสะเก็ดในเวลาต่อมา
- คันยิบๆ แบบหยุดเกาไม่ได้: อาการเด่นที่สุดที่ทำให้คนไข้นอนไม่หลับเลยคือ ความคันที่เป็นมากกว่าผื่นแพ้ประเภทอื่น ยิ่งเกายิ่งมัน ยิ่งมันยิ่งลามไปกันใหญ่
ประเภทของผื่นสัมผัสที่หมอเจอประจำในห้องตรวจ
ในทางการแพทย์ เราแบ่งเจ้าผื่นชนิดนี้ออกเป็นสองพวกใหญ่ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายและรักษาได้ตรงจุดครับ
ผื่นแพ้จากการระคายเคืองตรงๆ
กลุ่มนี้ไม่ได้เกิดจากการแพ้ทางภูมิคุ้มกัน แต่เกิดจากสารเคมีมันแรงเกินไปจนทำลายเกราะป้องกันผิวโดยตรง เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาฟอกขาว หรือแม้แต่การล้างมือบ่อยเกินไปจนเจลแอลกอฮอล์กัดผิว กลุ่มนี้ใครมาโดนก็พังเหมือนกันหมด ผื่นจะขึ้นทันทีหลังสัมผัสไม่นาน
ผื่นแพ้ทางภูมิคุ้มกันผิวหนัง
กลุ่มนี้มีความซับซ้อนขึ้นมาหน่อย เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งนั้นคนอื่นใช้แล้วไม่เป็นอะไร แต่พอเราใช้แล้วภูมิคุ้มกันในผิวหนังดันมองว่าสารนั้นเป็นผู้ร้าย เลยสั่งให้อักเสบและเกิดผื่นขึ้นมา ตัวอย่างคลาสสิกก็เช่น น้ำหอมในโลชั่น สีย้อมผม โลหะนิกเกิลในเครื่องประดับ หรือยางยืดบางชนิด
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อผื่นแดงเริ่มถามหา
ถ้าเพิ่งเริ่มมีอาการและยังไม่รุนแรงมาก หมอแนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เพื่อประคับประคองผิวไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิม
- หยุดสิ่งที่สงสัยทันที: ต่อให้ครีมขวดนั้นจะราคาแพงแค่ไหน หรือเครื่องประดับชิ้นนั้นจะสวยแค่ไหน ถ้าสงสัยว่ามันคือตัวการ ให้หยุดใช้และถอดออกทันที
- ล้างทำความสะอาดผิวด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่อ่อนๆ: เพื่อชะล้างสารเคมีที่ยังตกค้างอยู่บนผิวออกไปให้หมด
- ประคบเย็นช่วยลดคัน: ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นจัดมาประคบเบาๆ บริเวณที่เป็นผื่น จะช่วยลดอาการแสบร้อนและลดความอยากเกาลงได้
- งดการเกาเด็ดขาด: ถึงจะคันมากแค่ไหนก็ต้องอดทน เพราะการเกาจะทำให้ผิวถลอก และเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนเรื่องใหญ่โตกว่าเดิม
อาการแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจรักษา
บางครั้งการทาครีมบำรุงความชุ่มชื้นอย่างเดียวอาจเอาไม่อยู่ หมอแนะนำให้มาพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง หากคุณเจอสถานการณ์เหล่านี้
- ผื่นลุกลามเป็นบริเวณกว้างอย่างรวดเร็ว หรือเป็นเกือบทั่วตัว
- มีไข้ร่วมด้วย หรือบริเวณผื่นมีอาการบวมแดงร้อนจัด มีหนองไหล ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ
- อาการคันรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรือนอนไม่ได้
- รักษาเบื้องต้นด้วยตัวเองแล้วผ่านไป 3 ถึง 5 วัน อาการยังไม่ดีขึ้นหรือดูแย่ลง
การรักษาของแพทย์มักจะมีความจำเป็นต้องใช้ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ในความเข้มข้นที่เหมาะสม ระยะเวลาสั้นๆ เพื่อควบคุมการอักเสบ รวมถึงการกินยาแก้แพ้ลดคันร่วมด้วย ดังนั้นหากไม่แน่ใจว่าผื่นที่เป็นอยู่เกิดจากอะไร ปล่อยให้หมอช่วยตรวจดูและวางแผนการรักษาให้จะปลอดภัยที่สุดครับ