ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่อลูกป่วยไข้: ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ยาปฏิชีวนะ กับ ยาแก้ไวรัส

ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เห็นลูกน้อยมีไข้ ตัวร้อน เจ็บคอ หรือไอโฮก ความกังวลใจมักจะทำให้เกิดคำถามยอดฮิตขึ้นในห้องตรวจกุมารแพทย์อยู่เสมอว่า "ต้องกินยาฆ่าเชื้อไหม" หรือบางครอบครัวอาจเคยคุ้นชินกับการซื้อยาฆ่าเชื้อสีหวานๆ มารับประทานเองเพราะหวังจะให้ลูกหายป่วยไวขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยาที่เรียกกันติดปากว่า ยาฆ่าเชื้อ หรือชื่อทางการแพทย์คือ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) นั้น มีฤทธิ์ในการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

จากการเก็บข้อมูลทางการแพทย์พบว่า โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนในเด็ก เช่น โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หรืออาการไอเจ็บคอมากกว่าร้อยละ 80-90 เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้เลย การให้ลูกกินยาปฏิชีวนะขณะป่วยด้วยโรคจากเชื้อไวรัส นอกจากจะไม่ช่วยให้หายไวขึ้น ไม่ช่วยลดไข้ แล้วยังทำให้ลูกได้รับผลข้างเคียงจากยาโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

ทำไมการใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี ถึงนำไปสู่ภัยเงียบเชื้อดื้อยา

ปัญหาเชื้อดื้อยาในเด็กไม่ได้เกิดจากการที่ตัวเด็กดื้อต่อยา แต่เกิดจากการที่ เชื้อแบคทีเรียเกิดการปรับตัวและพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนทานต่อยาปฏิชีวนะ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มักมาจากพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง ดังนี้

  • การกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น: เช่น กินยาฆ่าเชื้อทุกครั้งที่มีไข้ มีน้ำมูก หรือเจ็บคอ ทั้งที่เป็นการติดเชื้อไวรัส
  • การหยุดยากลางคัน: เมื่อกินยาไปได้ 2-3 วัน แล้วเห็นลูกอาการดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจหยุดยาเองเพราะกังวลเรื่องผลข้างเคียง ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้แบคทีเรียที่ยังตายไม่หมดหลงเหลืออยู่ และพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นเชื้อดื้อยา
  • การรับประทานยาไม่ครบขนาดหรือผิดเวลา: การขาดยา หรือกินยาในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อการฆ่าเชื้อ
  • การแบ่งยาให้เด็กคนอื่น หรือนำยาเก่ามาใช้ซ้ำ: ยาปฏิชีวนะแต่ละชนิดมีความจำเพาะต่อเชื้อและต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด

ผลกระทบเมื่อลูกน้อยได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

เด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อหรือได้รับโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อาจต้องเผชิญกับผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เปรียบเหมือนการทำลายเกราะคุ้มกันธรรมชาติในลำไส้ของเด็ก ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันระยะยาวของลูกน้อยรวนโดยไม่รู้ตัว

ผลกระทบที่พบบ่อยได้แก่:

  • ทำลายจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้: ยาปฏิชีวนะไม่เพียงฆ่าเชื้อก่อโรค แต่ยังทำลายแบคทีเรียชนิดดีในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เด็กมีอาการท้องเสีย ท้องอืด หรือเป็นเชื้อราในปาก
  • เพิ่มความเสี่ยงการแพ้ยา: อาจเกิดผื่นคัน ตาบวม ปากบวม หรือในกรณีรุนแรงอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ยาขั้นรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต
  • วิกฤตเชื้อดื้อยาในอนาคต: หากเด็กติดเชื้อดื้อยาในวันข้างหน้า การรักษาจะยากซับซ้อนขึ้น ต้องใช้ยาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ที่มีรุนแรงขึ้น ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้นอย่างมาก

แนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล เพื่อความปลอดภัยของลูกรัก

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล เป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องลูกน้อยจากภาวะเชื้อดื้อยา กุมารแพทย์แนะนำหลักปฏิบัติสำหรับคุณพ่อคุณแม่ดังนี้

1. ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยา

ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเองตามร้านขายยา หรือใช้ยาตามคำบอกเล่าของผู้อื่น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันว่ามีความจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะจริงๆ หรือไม่ เช่น กรณีเป็นต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย หรือหูชั้นกลางอักเสบ

2. รับประทานยาให้ถูกต้องและครบถ้วนตามสั่ง

หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ลูกกินยาให้ตรงเวลา ขนาดถูกต้อง และ ต้องกินยาจนครบระยะเวลาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้อาการของลูกจะหายดีแล้วก็ตาม เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้หมดสิ้น ไม่เปิดโอกาสให้เชื้อปรับตัวดื้อยา

3. ไม่เก็บยาปฏิชีวนะไว้ใช้ครั้งต่อไป

ยาปฏิชีวนะชนิดน้ำสำหรับเด็กส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานสั้นหลังจากผสมน้ำแล้ว และไม่ควรนำยาที่เหลือจากการรักษาครั้งก่อนมาให้ลูกกินซ้ำ หรือแบ่งให้พี่น้องกิน แม้จะมีอาการใกล้เคียงกันก็ตาม

วิธีดูแลลูกน้อยเมื่อเป็นหวัดไข้ไอ โดยไม่ต้องพึ่งยาฆ่าเชื้อ

เมื่อลูกน้อยป่วยจากโรคติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลรักษาตามอาการและการพักผ่อน เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลูกทำงานได้อย่างเต็มที่

  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องเช็ดย้อนรูขุมขน ร่วมกับการให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวเมื่อมีไข้สูง
  • ดูแลเรื่องน้ำและอาหาร: ให้ลูกดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ และให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย
  • บรรเทาอาการคัดจมูก: ใช้น้ำเกลือล้างจมูกหรือหยดจมูกเพื่อช่วยระบายน้ำมูก ทำให้ลูกหายใจสะดวกขึ้นและนอนหลับได้ดีขึ้น
  • สังเกตสัญญาณเตือน: หากลูกมีอาการซึมลง ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม หอบเหนื่อย หายใจซี่โครงบวม หรือมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันควรรีบนำมาพบแพทย์ทันที

การร่วมมือกันสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล เริ่มต้นได้ง่ายๆ จากในครอบครัว การป้องปรามไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นในวันนี้ คือการปกป้องอนาคตและรักษายาปฏิชีวนะไว้ให้ยังคงใช้ได้ผลจริงในวันที่ลูกน้อยจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down