เวลาที่หมอหยิบใบตรวจสุขภาพของเด็กๆ ขึ้นมาดู แล้วคุณพ่อคุณแม่เห็นตัวเลขแปลกๆ หรือผลตรวจค่าตับที่ขึ้นเครื่องหมายเตือนใจ หัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่คงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ยิ่งได้ยินคำว่า ตับ ด้วยแล้ว หลายคนมักจะนโยคไปถึงโรคร้ายแรงของผู้ใหญ่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ตับของเด็กๆ มีความพิเศษและเรื่องราวเบื้องหลังที่ต่างจากผู้ใหญ่ค่อนข้างมาก
ในห้องตรวจ หมอมักจะเจอคำถามบ่อยๆ ว่า ทำไมเด็กตัวแค่นี้ถึงต้องตรวจเลือดดูค่าตับด้วย แล้วไอ้เจ้าเอนไซม์ตับที่ว่านี้ มันทำหน้าที่อะไรกันแน่ วันนี้หมอขอชวนคุณพ่อคุณแม่มานั่งคุยกันแบบสบายๆ เหมือนพี่น้องเล่าให้ฟัง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและคลายความกังวลใจลงได้บ้างครับ
ตับเด็กกับค่าเอนไซม์ตัวร้าย ที่จริงแล้วทำหน้าที่อะไร?
ตับเปรียบเสมือนโรงงานเคมีขนาดใหญ่ในร่างกายของเจ้าตัวเล็ก ทำหน้าที่สารพัดภารกิจ ทั้งย่อยอาหาร สะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ และสร้างโปรตีนสำคัญ เวลาที่เซลล์ตับเกิดอาการระคายเคือง บาดเจ็บ หรืออักเสบ เจ้าเอนไซม์ที่อยู่ข้างในเซลล์พวกนี้ก็จะรั่วไหลออกมาลอยอยู่ในกระแสเลือด
เวลาที่เราเจาะเลือดตรวจ เราจึงมักจะดูค่าหลักๆ สองตัว คือ AST และ ALT ถ้าตัวเลขสองตัวนี้สูงขึ้น หมอก็จะรู้ทันทีว่าตับกำลังส่งสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างมากวนใจเซลล์ตับอยู่ แต่บอกก่อนเลยว่า ค่าที่สูงขึ้นไม่ได้แปลว่าเป็นโรคตับแข็งหรือโรคร้ายแรงเสมอไป เด็กๆ มีสาเหตุอื่นๆ อีกเยอะมากที่ทำให้ค่าพวกนี้เด้งขึ้นมาได้
ทำไมเด็กตัวแค่นี้ ถึงต้องตรวจคัดกรองระดับเอนไซม์ตับ?
ไม่ใช่เด็กทุกคนที่เดินเข้าโรงพยาบาลแล้วจะต้องเจาะเลือดเช็กค่าตับ หมอจะแนะนำให้ตรวจก็ต่อเมื่อมีเหตุผลทางการแพทย์ที่จำเป็นจริงๆ เช่น
- ตรวจเจอความผิดปกติโดยบังเอิญ: เช่น การเจาะเลือดตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจก่อนผ่าตัด แล้วบังเอิญเจอว่าค่าตับสูงกว่าปกติ ทั้งที่เด็กไม่มีอาการอะไรเลย
- เจ้าตัวเล็กมีอาการน่าสงสัย: เช่น ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องโต ปวดท้องเรื้อรัง อ่อนเพลียไม่มีแรง หรืออุจจาระสีซีด
- มีโรคประจำตัวหรือน้ำหนักเกิน: ปัจจุบันปัญหาเด็กน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับในเด็กได้
- ต้องกินยาบางชนิดต่อเนื่อง: ยาบางกลุ่มอาจมีผลต่อการทำงานของตับ หมอจึงต้องตรวจเลือดติดตามความปลอดภัยเป็นระยะ
เมื่อผลตรวจเลือดบอกว่าค่าตับสูง คุณหมอจะมองหาอะไรต่อ?
พอผลเลือดออกมาแล้วพบว่าค่า AST หรือ ALT สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน สิ่งที่หมอจะทำอันดับแรกคือ ตั้งสติแล้วมานั่งคุยประวัติกันยาวๆ ครับว่า ช่วงนี้เด็กไปกินอะไรมา หรือมีอาการป่วยอะไรนำมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า
สาเหตุที่พบบ่อยมากๆ ในเด็กและมักจะหายไปได้เอง ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไข้หวัด ท้องเสีย หรือไวรัสที่ทำให้ตับอักเสบบางชนิด นอกจากนี้ การกินยาบางตัวเกินขนาด เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ก็ทำให้ค่าตับขึ้นชั่วคราวได้เช่นกัน
โรคไขมันพอกตับในเด็ก ภัยเงียบจากพฤติกรรมการกินยุคใหม่
อีกหนึ่งเรื่องที่หมออยากเน้นย้ำและชวนให้คุณพ่อคุณแม่ระวังเป็นพิเศษในยุคนี้ คือโรคไขมันพอกตับ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease) ซึ่งเมื่อก่อนเรามักจะเจอแต่ในผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันเด็กๆ ที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ด ดื่มน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ และขาดการออกกำลังกาย จนน้ำหนักเกินเกณฑ์ ก็สามารถตรวจพบภาวะนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
ภาวะไขมันพอกตับในเด็กระยะแรกจะไม่แสดงอาการอะไรเลย มักจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมาเจาะเลือดตรวจสุขภาพแล้วเจอค่าเอนไซม์ตับสูงกว่าปกตินี่แหละครับ
วิธีดูแลตับเจ้าตัวเล็กให้แข็งแรง ห่างไกลจากภาวะค่าตับผิดปกติ
ข่าวดีคือ ตับของเด็กๆ มีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองได้ดีมากๆ หากเราเจอสาเหตุและแก้ไขได้ทันท่วงที ตับก็จะกลับมาทำงานได้เป็นปกติเหมือนเดิม การดูแลรักษาจึงเน้นไปที่การปรับพฤติกรรมเป็นหลัก
- คุมเรื่องอาหารการกิน: ลดน้ำตาล ขนมหวาน และไขมันอิ่มตัว เน้นผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง
- ชวนขยับร่างกาย: ลดเวลาหน้าจอ และส่งเสริมให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่นออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ
- ระวังเรื่องยาและอาหารเสริม: ไม่ควรซื้อยาให้เด็กกินเองตามอำเภอใจ โดยเฉพาะยาชุด หรือสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะตับต้องทำหน้าที่ขับสารเหล่านี้
- พาไปตรวจติดตามตามนัด: ถ้าหมอนัดเจาะเลือดซ้ำเพื่อดูแนวโน้ม อย่าเพิ่งละเลยหรือขาดนัดนะครับ เพราะตัวเลขที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นคือเข็มทิศบอกทางที่ดีที่สุด
ท้ายที่สุดนี้ หากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ถูกทักว่าค่าเอนไซม์ตับสูง อย่าเพิ่งตกใจจนเกินเหตุครับ ค่อยๆ พูดคุยปรึกษากับคุณหมอเด็กหรือกุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหาร เพื่อหาต้นตอที่แท้จริงและวางแผนดูแลรักษาร่วมกันอย่างถูกวิธี เพราะตับที่แข็งแรงคือรากฐานสำคัญของสุขภาพที่ดีในการเติบโตของลูกรักครับ