ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

กลางดึกคืนหนึ่ง มีคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หอบลูกน้อยวัยเพียงสามเดือนเข้ามาที่ห้องฉุกเฉินด้วยความตื่นตระหนก เด็กน้อยส่งเสียงไอถี่ๆ ติดกันจนหน้าดำหน้าแดง และพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเกิดเสียงหวีดแหลมที่น่ากลัว ภาพนี้คือภาพที่หมอเด็กหลายคนมักจะได้เจออยู่บ่อยครั้ง และมันมักจะลงเอยด้วยการวินิจฉัยว่าหนูน้อยกำลังเผชิญกับ โรคไอกรนในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงและอันตรายกว่าที่คุณคิดมากนัก

ทำไมโรคไอกรนในเด็กเล็ก ถึงน่ากลัวกว่าอาการหวัดธรรมดาหลายเท่า

โรคไอกรนเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Bordetella pertussis ซึ่งเป็นเชื้อที่ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม สำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กโต โรคนี้อาจแสดงอาการเพียงแค่การไอเรื้อรังธรรมดา แต่สำหรับเด็กทารกและเด็กเล็กที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และทางเดินหายใจยังมีขนาดเล็กมาก เชื้อนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดเสมหะเหนียวข้นจำนวนมากอุดตันหลอดลม จนนำไปสู่ภาวะขาดออกซิเจน ปอดอักเสบ หรือถึงขั้นหยุดหายใจได้เลยทีเดียว

สังเกตสัญญาณเตือน: ไอแบบไหนคือไอกรน ไม่ใช่แค่ไอธรรมดา

อาการของโรคนี้มักจะแบ่งออกเป็นระยะหลักๆ ซึ่งในระยะแรกนั้นมักจะทำให้คุณพ่อคุณแม่สับสนเพราะดูเหมือนไข้หวัดธรรมดาเหลือเกิน

อาการในระยะแรก: เหมือนหวัดธรรมดาที่หลอกตาเรา

ระยะนี้กินเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ลูกจะมีอาการเหมือนเป็นหวัดทั่วไป มีน้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย และอาจมีไข้ต่ำๆ ซึ่งทำให้หลายคนชะล่าใจ แต่จุดสังเกตสำคัญคือ อาการไอจะค่อยๆ ถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นเลยแม้จะกินยาลดไข้หรือยาแก้หวัดแล้วก็ตาม

อาการระยะไอรุนแรง: ไอจนตัวเขียว ไอจนหายใจไม่ทัน

เมื่อเข้าสู่ระยะที่สอง อาการไอจะเปลี่ยนเป็นไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุดๆ ห้าถึงสิบครั้งติดต่อกันโดยไม่มีจังหวะให้หายใจ จนกระทั่งออกซิเจนในร่างกายเริ่มลดลง เด็กจะเริ่มหน้าแดง หน้าเขียว หรือเล็บเขียว และเมื่อไอเสร็จจะพยายามสูดหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง วู๊ป ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโรคนี้ บางรายอาจไอจนอาเจียนเอาเสมหะหรือนมออกมาด้วย ระยะนี้อาจยาวนานได้ถึงสองถึงหกสัปดาห์

อันตรายแฝงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อย

ความน่ากลัวของ โรคไอกรนในเด็กเล็ก ไม่ได้มีเพียงแค่เสียงไอที่ทรมานใจคนเป็นพ่อแม่เท่านั้น แต่คือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากเด็กต้องใช้แรงในการไออย่างมหาศาล อาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ภาวะขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองจนทำให้ชักหรือหมดสติ หรือบางรายอาจมีภาวะหยุดหายใจไปชั่วขณะ ซึ่งพบบ่อยมากในทารกอายุน้อยกว่าหกเดือน

เกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด: ตารางฉีดวัคซีนและวิธีป้องกันไม่ให้ลูกติดเชื้อ

แม้ว่าโรคนี้จะรุนแรง แต่เราสามารถป้องกันได้เกือบทั้งหมดด้วยการวางแผนการสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบและถูกช่วงเวลา

ตารางการฉีดวัคซีนไอกรนในเด็กเล็ก

วัคซีนป้องกันโรคไอกรนจะถูกจัดอยู่ในวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ โดยเป็นวัคซีนรวมป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ซึ่งต้องฉีดทั้งหมดห้าเข็มหลัก ที่อายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 1 ปีครึ่ง และกระตุ้นอีกครั้งตอนอายุ 4-6 ปี การพาเด็กไปรับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามละเลย

ทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์ถึงต้องฉีดวัคซีนไอกรนก่อนคลอด

ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 2 เดือนเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดเพราะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะได้รับวัคซีนเข็มแรก วิธีการปกป้องลูกที่ดีที่สุดคือการให้คุณแม่ตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนไอกรนในช่วงอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันจากแม่ส่งผ่านรกไปถึงลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งจะช่วยปกป้องลูกได้ตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนกว่าจะถึงเวลาได้รับวัคซีนของตัวเอง

เมื่อลูกน้อยเป็นไอกรน คุณพ่อคุณแม่จะดูแลอย่างไรและต้องรักษาแบบไหน

หากสงสัยว่าลูกเริ่มมีอาการของโรคไอกรน การพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดคือสิ่งจำเป็น แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งหากได้รับยาตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วยได้ดีมาก สำหรับการดูแลประคับประคองอาการที่บ้านควรปฏิบัติดังนี้

  • ห้ามซื้อยาแก้ไอมากินเองเด็ดขาด: ยาแก้ไอทั่วไปไม่สามารถบรรเทาอาการไอกรนได้ และอาจทำให้เสมหะเหนียวขับออกยากขึ้นกว่าเดิม
  • รักษาความชื้นในห้องนอน: การใช้เครื่องปรับความชื้นในอากาศช่วยให้อากาศไม่แห้ง บรรเทาอาการระคายเคืองคอและช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง
  • ป้อนน้ำหรือนมบ่อยๆ: ป้องกันภาวะขาดน้ำจากการไอและอาเจียน โดยให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
  • จัดท่านอนให้เหมาะสม: เมื่อลูกมีอาการไอ ให้จับลูกนอนตะแคงหรือยกศีรษะสูงเล็กน้อยเพื่อป้องกันการสำลักเสมหะ

อาการแบบไหนที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้าน

ในระหว่างการรักษาตัว หากสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

  • ลูกมีอาการริมฝีปาก ใบหน้า หรือเล็บมือเล็บเท้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือคล้ำลงขณะไอ
  • มีภาวะหายใจลำบาก หายใจเร็วกว่าปกติ หรือซี่โครงบุ๋มลึกขณะหายใจ
  • ลูกมีอาการซึมลง อ่อนเพลียมาก ไม่ยอมดูดนมหรือกินน้ำเลย
  • มีภาวะหยุดหายใจชั่วขณะ หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะไอจนหายใจไม่ทัน

การเข้าใจธรรมชาติของ โรคไอกรนในเด็กเล็ก และการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถรับมือและปกป้องลูกน้อยจากภัยเงียบนี้ได้อย่างทันท่วงที อย่าลืมตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพของลูกเสมอว่าได้รับวัคซีนครบถ้วนตามกำหนดเวลาหรือไม่ เพราะวัคซีนเพียงไม่กี่เข็มคือเกราะป้องกันชีวิตที่ดีที่สุดของลูกรัก

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ