เสียงร้องไห้โยเยของทารกหลังพยายามดูดนมแม่อยู่นาน พร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดแปลบที่ยอดอกของแม่จนแทบน้ำตาไหล เป็นหนึ่งในอุปสรรคของการเริ่มต้นเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่กุมารแพทย์พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจ หลายครอบครัวมักเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากท่าเข้าเต้าที่ไม่ถูกต้อง หรือน้ำนมแม่มีไม่พอ แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังความยากลำบากนี้อาจเกิดจากโครงสร้างทางกายวิภาคขนาดเล็กใต้ลิ้นของลูกที่เรียกว่า ภาวะพังผืดใต้ลิ้นเกาะแน่นในทารก
ทำความรู้จักกับภาวะพังผืดใต้ลิ้นเกาะแน่นในทารก
โดยปกติแล้ว มนุษย์ทุกคนจะมีเนื้อเยื่อบางๆ ยึดอยู่ระหว่างใต้ลิ้นกับพื้นล่างของช่องปาก แต่ในทารกบางราย เนื้อเยื่อส่วนนี้อาจมีความหนา สั้น หรือเกาะติดแน่นใกล้กับปลายลิ้นมากเกินไป ทำให้ลิ้นไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระตามธรรมชาติ ซึ่งทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า Ankyloglossia หรือ Tongue-tie
การที่ลิ้นของลูกถูกจำกัดการเคลื่อนไหว ไม่เพียงแต่ทำให้ไม่สามารถแลบลิ้นพ้นริมฝีปากได้เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อกลไกการดูดนมแม่ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของลิ้น ขากรรไกร และริมฝีปาก
กลไกการดูดนมแม่ที่เปลี่ยนไปเมื่อลูกมีพังผืดใต้ลิ้น
เมื่อทารกดูดนมแม่ตามปกติ ลูกจะอ้าปากกว้างเพื่ออมลานนม และใช้ลิ้นยื่นออกมารองรับใต้ลานนม จากนั้นจะใช้ลิ้นรีดน้ำนมจากท่อน้ำนมเข้าสู่ลำคอ แต่สำหรับทารกที่มี ภาวะพังผืดใต้ลิ้นเกาะแน่นในทารก ลิ้นจะไม่สามารถยื่นออกมารองรับลานนมได้เต็มที่ ลูกจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้เหงือกขบหรือเม้มหัวนมแม่แทนเพื่อไม่ให้หลุดปาก
การดูดนมในลักษณะนี้ก่อให้เกิดผลกระทบตามมาทั้งต่อตัวคุณแม่และตัวลูกน้อย ดังนี้
ผลกระทบต่อตัวคุณแม่
- อาการเจ็บหัวนมอย่างรุนแรง: หัวนมอาจเป็นแผล แตก หรือมีเลือดออก เนื่องจากถูกเหงือกของลูกบดเคี้ยวแทนการใช้ลิ้นรีดนม
- เต้านมอักเสบและท่อน้ำนมอุดตัน: เนื่องจากลูกไม่สามารถระบายน้ำนมออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้น้ำนมคั่งค้างในเต้า
- ปริมาณน้ำนมน้อยลง: เมื่อเต้านมไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างถูกวิธี ร่างกายจะค่อยๆ ลดการผลิตน้ำนมลงในที่สุด
ผลกระทบต่อตัวลูกน้อย
- ดูดนมไม่อิ่มและน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์: ลูกต้องใช้พลังงานอย่างมากในการดูดนมแต่ละครั้ง แต่กลับได้รับน้ำนมน้อย ทำให้เหนื่อยง่ายและหลับไปก่อนที่จะอิ่ม
- ท้องอืดและมีแก๊สในกระเพาะอาหาร: การอมหัวนมไม่สนิททำให้ลูกกลืนลมเข้าไปในระหว่างดูดนมเป็นปริมาณมาก
- หงุดหงิดง่ายระหว่างกินนม: ลูกจะร้องไห้โยเย ผละออกจากเต้าบ่อยครั้งเพราะหิวแต่ดูดน้ำนมไม่ได้
"หลายครั้งที่คุณแม่รู้สึกท้อแท้และคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถในการให้นมบุตร แต่เมื่อได้รับการตรวจเช็กอย่างละเอียดและพบว่าเป็นปัญหาจากพังผืดใต้ลิ้นของลูก การแก้ไขที่ตรงจุดสามารถเปลี่ยนประสบการณ์การให้นมแม่จากความเจ็บปวดให้กลายเป็นความสุขได้ในทันที"
วิธีสังเกตสัญญาณเตือนพังผืดใต้ลิ้นเกาะแน่นในทารก
คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของลูกน้อยได้ด้วยตนเองผ่านลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมต่อไปนี้
- ลักษณะของลิ้น: เมื่อลูกร้องไห้หรือพยายามแลบลิ้น ปลายลิ้นจะมีลักษณะหยักเป็นรูปหัวใจ หรือเป็นร่องรูปตัววี (V-shape) เนื่องจากพังผืดดึงรั้งตรงกลางไว้
- การเคลื่อนไหวของลิ้น: ลูกไม่สามารถยกปลายลิ้นขึ้นไปแตะเพดานปากได้ หรือไม่สามารถแลบลิ้นเลยริมฝีปากล่างออกมารวมถึงไม่สามารถขยับลิ้นไปด้านข้างได้สะดวก
- เสียงขณะดูดนม: มีเสียงดังกิ๊ก หรือเสียงคล้ายอากาศรั่วเข้าปากขณะที่ลูกกำลังดูดนม
แนวทางการรักษา: ง่าย ปลอดภัย และเจ็บตัวน้อยกว่าที่คิด
หากแพทย์ประเมินแล้วว่า ภาวะพังผืดใต้ลิ้นเกาะแน่นในทารก ส่งผลกระทบต่อการดูดนมหรือการเจริญเติบโต การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการทำหัตถการขลิบพังผืดใต้ลิ้น (Frenotomy)
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจรู้สึกกังวลเมื่อได้ยินคำว่าผ่าตัดหรือขลิบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หัตถการนี้ในทารกแรกเกิดมีความปลอดภัยสูงมากและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เนื่องจากเนื้อเยื่อพังผืดนี้มีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยงน้อยมาก แพทย์มักใช้วิธีหยอดยาชาหรือใช้ยาชาเฉพาะจุด จากนั้นจะใช้กรรไกรปราศจากเชื้อขลิบพังผืดออก ทารกจะร้องไห้เพียงชั่วครู่จากความตกใจ และสามารถเข้าเต้าดูดนมแม่ได้ทันทีหลังทำเสร็จ ซึ่งน้ำนมแม่จะช่วยสมานแผลและบรรเทาอาการเจ็บได้เป็นอย่างดี
ความใส่ใจจากแพทย์
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นของขวัญล้ำค่าชิ้นแรกที่แม่มอบให้ลูก หากการเดินทางนี้เริ่มต้นด้วยอุปสรรคและความเจ็บปวด ขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการนมแม่เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด การตรวจพบและแก้ไขภาวะพังผืดใต้ลิ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง แต่ยังช่วยรักษาสุขภาพกายและใจของคุณแม่ให้พร้อมสำหรับการดูแลลูกน้อยในระยะยาวอย่างมีความสุข