ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาด้วยอาการปวดท้องแปลกๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา บางคนบอกว่าจุกแน่นเหมือนอาหารไม่ย่อย บางคนปวดร้าวทะลุไปถึงสะบักหลัง พอกินยาแก้กระเพาะหรือยาลดกรดอาการก็ดีขึ้นแค่ชั่วคราวแล้วก็กลับมาเป็นอีก พอส่งตรวจอัลตราซาวด์ดูถึงได้รู้ความจริงว่า ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่กระเพาะอาหาร แต่มันมาจากความผิดปกติลึกเข้าไปข้างใน โดยเฉพาะเรื่องการสะสมของพยาธิในถุงน้ำดีก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังตามมา วันนี้หมอเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบเคลียร์ชัดครับว่า เจ้าสิ่งแปลกปลอมตัวนี้แอบเข้าไปอยู่ข้างในได้ยังไง และทำไมมันถึงทำให้เราปวดท้องเรื้อรังได้นานขนาดนี้
พยาธิแอบเข้าไปอยู่ในถุงน้ำดีของเราได้อย่างไร?
หลายคนอาจจะสงสัยว่าพยาธิมันเข้าไปอยู่ในอวัยวะภายในอย่างถุงน้ำดีได้ยังไง เพราะปกติเรามักจะคุ้นเคยว่าพยาธิอยู่ในลำไส้ใช่ไหมครับ ความจริงก็คือ เจ้าตัวแสบพวกนี้มักจะเริ่มต้นจากการที่เราเผลอทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นปลา น้ำจืด พืชน้ำ หรือผักสดที่ล้างไม่สะอาด เจ้าตัวอ่อนพยาธิหรือไข่พยาธิจะเดินทางผ่านกระเพาะอาหาร เข้าสู่ลำไส้เล็ก แล้วไต่อยู่ตามท่อน้ำดีจนกระทั่งขึ้นไปฝังตัวและเจริญเติบโตอยู่ในถุงน้ำดี ซึ่งเป็นแหล่งสะสมน้ำดีที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์สำหรับพวกมัน เมื่อพวกมันเข้าไปอยู่เป็นจำนวนมากหรืออยู่นานเข้า ก็เริ่มสร้างปัญหาใหญ่ให้กับระบบย่อยอาหารของเราทันที
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าถุงน้ำดีกำลังมีพยาธิรบกวน?
อาการปวดท้องจากพยาธิในถุงน้ำดีมักจะไม่รุนแรงแบบเฉียบพลันเหมือนไส้ติ่งอักเสบ แต่จะมาแบบเรื้อรังน่ารำคาญใจ คล้ายกับคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อนจนรักษาไม่หายสักที อาการเด่นๆ ที่หมอมักจะเจอในคนไข้กลุ่มนี้ประกอบด้วย
- ปวดตื้อๆ บริเวณชายโครงขวา: อาการปวดมักจะมาๆ หายๆ หรือปวดหน่วงๆ หลังจากทานอาหารที่มีไขมันสูง
- แน่นท้องและมีลมในท้องเยอะ: รู้สึกอึดอัด ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยวบ่อย เหมือนระบบย่อยอาหารทำงานไม่เต็มที่
- คลื่นไส้และพะอืดพะอม: มักรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียนโดยเฉพาะเวลาเห็นอาหารมันๆ
- มีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย: บางครั้งถ้ามีการอักเสบติดเชื้อร่วมกับท่อน้ำดีอุดตัน ก็จะมีอาการหนาวสั่นและไข้ต่ำๆ ตามมา
ทำไมการสะสมของพยาธิถึงทำให้ปวดท้องเรื้อรังไม่ยอมหาย?
กลไกที่ทำให้เราปวดท้องเรื้อรังไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดครับ เมื่อพยาธิเข้าไปอาศัยและเคลื่อนไหวอยู่ภายในถุงน้ำดี ร่างกายจะมองว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งแปลกปลอมและพยายามขับออก ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบเรื้อรังที่ผนังถุงน้ำดี นอกจากนี้ ตัวพยาธิและเศษซากของมันยังสามารถเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนของน้ำดี ทำให้เกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตัน น้ำดีคั่งค้าง และเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นาน ผนังถุงน้ำดีก็จะยิ่งหนาตัวขึ้นสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องเรื้อรัง ทานยาอะไรก็ไม่หายขาด เพราะต้นตอยังคงอยู่ในร่างกายนั่นเอง
การตรวจวินิจฉัยและแนวทางการรักษาทางการแพทย์
ถ้าคุณมีอาการปวดท้องเรื้อรังบริเวณใต้ชายโครงขวาและสงสัยว่าอาจมีความผิดปกติที่ถุงน้ำดี หมอแนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดครับ วิธีการตรวจหลักๆ ที่ได้ผลดี ได้แก่ การอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนเพื่อดูความหนาของผนังถุงน้ำดีและหาความผิดปกติภายใน การเจาะเลือดตรวจหาค่าการทำงานของตับและท่อน้ำดี รวมถึงการตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ เมื่อพบสาเหตุที่แน่ชัดแล้ว แพทย์จะพิจารณาให้ยาถ่ายพยาธิเฉพาะกลุ่มร่วมกับการรักษาตามอาการ หรือในรายที่ถุงน้ำดีอักเสบรุนแรงและมีพยาธิสะสมอยู่มากจนเกิดความเสียหายถาวร แพทย์อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกเพื่อให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่มีอาการปวดทรมานอีกต่อไป
วิธีป้องกันตัวเองไม่ให้พยาธิกลับมาบุกรุกซ้ำ
สำหรับใครที่ไม่อยากเผชิญหน้ากับปัญหาปวดท้องเรื้อรังจากพยาธิในถุงน้ำดีอีก การป้องกันไว้ก่อนถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของตัวเอง งดการรับประทานอาหารประเภทปลา น้ำจืดดิบๆ ลาบปลา หรืออาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เลือกทานอาหารที่ผ่านความร้อนสูงจนสุกสะอาดจริงๆ ล้างผักสดและผลไม้ให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทาน และควรถ่ายพยาธิเป็นประจำทุกปีตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เพียงเท่านี้เราก็สามารถลดความเสี่ยงในการสะสมของพยาธิในร่างกายและบอกลาอาการปวดท้องเรื้อรังไปได้เลยครับ