เวลาเจอคนพูดจาไม่แคร์ความรู้สึกใคร เรามักเผลอคิดว่าเขาเป็นคนนิสัยไม่ดี แต่ในมุมมองหมอ บางครั้งมันอาจไม่ใช่แค่เรื่องนิสัย
หลายครั้งที่เราต้องร่วมงานหรือใช้ชีวิตอยู่กับคนที่มักพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นโดยไม่รู้ตัว อ่านบรรยากาศรอบตัวไม่ออกเลยว่าตอนนี้คนอื่นกำลังอึดอัด หรือไม่รู้ว่าจะต้องปลอบใจเพื่อนที่กำลังร้องไห้อย่างไรดี จนทำให้คนรอบข้างเริ่มถอยห่างและไม่อยากเข้าใกล้
ในทางการแพทย์และจิตวิทยา เราไม่ได้มองว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนไม่ดีเสมอไป แต่อาจกำลังเผชิญกับเรื่องของ ภาวะความฉลาดทางอารมณ์และสังคมต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องของทักษะการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการอารมณ์และการอ่านใจคนอื่นที่อาจยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่
ความฉลาดทางอารมณ์และสังคมคืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับชีวิตเราขนาดนี้
เวลาที่เราพูดถึงความฉลาด หลายคนมักจะนึกถึงไอคิวหรือความเก่งด้านวิชาการ แต่ในความเป็นจริง ความสำเร็จและความสุขในชีวิตจริงกลับถูกขับเคลื่อนด้วยความฉลาดอีกสองแบบที่สำคัญไม่แพ้กัน
- ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ): ความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ตัวเอง รู้ว่าตอนนี้โกรธ ดีใจ หรือเสียใจ พร้อมกับรู้วิธีจัดการไม่ให้อารมณ์พวกนั้นมาควบคุมชีวิต
- ความฉลาดทางสังคม (SQ): ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของคนรอบข้าง อ่านภาษากายออก รู้ว่าควรพูดหรือทำตัวอย่างไรในสถานการณ์สังคมต่างๆ เพื่อให้เข้ากับผู้อื่นได้ดี
เมื่อทักษะสองด้านนี้ทำงานบกพร่องหรือไม่สัมพันธ์กัน ก็จะเกิดเป็นภาวะที่ทำให้การสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างกลายเป็นเรื่องยากเย็น
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าเราหรือคนใกล้ตัวอาจกำลังมีปัญหานี้อยู่
การสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างไม่ใช่เรื่องยาก ลองดูว่ามีพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนในชีวิตประจำวัน
พูดออกไปโดยไม่เคยคิดเลยว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไร
บางคนพูดความจริงแต่ไร้ความรู้สึก เช่น วิจารณ์รูปร่างหน้าตาคนอื่นตรงๆ กลางวงประชุม โดยคิดแค่ว่าตัวเองเป็นคนตรงไปตรงมา แต่จริงๆ แล้วขาดความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา
รับมือกับความผิดหวังหรือคำวิจารณ์ไม่ได้เลย
เวลาเจอเรื่องไม่ดั่งใจ มักจะระเบิดอารมณ์ใส่คนรอบข้างทันที หรือเลือกที่จะเงียบและตัดขาดจากสังคมไปเลย เพราะสมองส่วนที่ทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์ไม่รู้วิธีผ่อน ภาวะความฉลาดทางอารมณ์และสังคมต่ำ จึงมักทำให้จัดการความเครียดได้ไม่ดี
ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงโกรธ
เวลาทำผิดแล้วมีคนมาเตือน มักจะไม่เข้าใจว่าตัวเองผิดตรงไหน มองว่าคนอื่นคิดมากไปเองและเรื่องแค่นี้ทำไมต้องโกรธ ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาด
ทำไมสมองบางคนถึงพัฒนาทักษะส่วนนี้ได้ช้ากว่าคนอื่น
ในฐานะหมอ ต้องบอกก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะทำตัวมีปัญหา แต่มันมักมีรากเหง้ามาจากหลายปัจจัยรวมกัน
- สภาพแวดล้อมในวัยเด็ก: คนที่โตมาในครอบครัวที่ไม่ค่อยพูดคุยเรื่องความรู้สึก ไม่มีการแสดงความเห็นอกเห็นใจกัน สมองจะไม่ค่อยได้เรียนรู้วิธีการอ่านอารมณ์คนอื่น
- พื้นฐานทางระบบประสาท: บางคนมีโครงสร้างหรือการทำงานของสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมแรงกระตุ้นและการเข้าสังคมที่แตกต่างจากคนทั่วไป เช่น กลุ่มอาการบางประเภทที่ส่งผลต่อการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
- ความเครียดสะสมเรื้อรัง: เมื่อสมองต้องเผชิญกับความกดดันเป็นเวลานาน สมองส่วนที่ใช้คิดด้วยเหตุผลจะปิดตัวลง เหลือไว้แต่สมองส่วนสัญชาตญาณ ทำให้แสดงออกอย่างไร้ความยับยั้งชั่งใจ
เราจะฝึกฝนและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร
ข่าวดีคือ ทักษะทางอารมณ์และสังคมไม่ใช่สิ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อที่สามารถฝึกฝนให้แข็งแรงขึ้นได้เรื่อยๆ ผ่านการตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
หัดหยุดคิดสักสามวินาทีก่อนจะพูดหรือตอบโต้อะไรออกไป
เวลาเจอเรื่องที่ทำให้หงุดหงิด ให้ฝึกสูดหายใจลึกๆ แล้วลองถามตัวเองสั้นๆ ว่า ถ้ามีคนมาพูดแบบนี้ใส่เรา เราจะรู้สึกอย่างไร การฝึกตั้งคำถามนี้บ่อยๆ จะช่วยให้สมองค่อยๆ สร้างเส้นใยประสาทใหม่ในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ยอมรับฟังฟีดแบ็กจากคนสนิทโดยไม่รีบเถียง
ถ้าคนใกล้ตัวเริ่มเตือนว่าเราพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นบ่อยเกินไปแล้ว แทนที่จะโกรธและปกป้องตัวเอง ลองเปิดใจรับฟังและขอให้เขาช่วยบอกตัวอย่างเหตุการณ์จริง เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางปรับพฤติกรรมที่ตรงจุด
หากรู้สึกว่าความสัมพันธ์รอบตัวพังลงเรื่อยๆ และไม่รู้จะเริ่มต้นแก้อย่างไร การพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อทำกระบวนการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม ช่วยให้เรามองเห็นจุดบอดของตัวเองและเรียนรู้วิธีเข้าสังคมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้