ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนอาจเคยเจอประสบการณ์ท้องร่วงรุนแรง อาเจียนไม่หยุด หรือเล่นกีฬากลางแจ้งในวันที่อากาศร้อนจัดจนรู้สึกเวียนหัว ตาพร่ามัว คนส่วนใหญ่มักคิดว่าแค่ดื่มน้ำตามเข้าไปสักแก้วแล้วนอนพักก็คงหาย แต่รู้หรือไม่ว่าการสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว อาจลุกลามกลายเป็นภาวะฉุกเฉินทางแพทย์ที่เรียกว่า ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Hypovolemic Shock ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญมากกว่าครึ่งหนึ่งของร่างกาย ทำหน้าที่นำพาออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำในปริมาณมากจนระบบไหลเวียนโลหิตทำงานผิดปกติ อวัยวะสำคัญจะเริ่มขาดเลือดและล้มเหลวทีละระบบ ซึ่งหากช่วยเหลือไม่ทันท่วงที อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำจนถึงจุดวิกฤต: ภาวะช็อกจากการขาดน้ำคืออะไร?

ลองจินตนาการว่าระบบเลือดในร่างกายเหมือนกับระบบปั๊มน้ำในบ้าน เมื่อปริมาณน้ำในระบบลดลงอย่างรวดเร็ว ปั๊มน้ำหรือหัวใจก็จะไม่สามารถสร้างแรงดันเพียงพอที่จะส่งน้ำไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ ภาวะช็อกจากการขาดน้ำเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสูญเสียปริมาณเลือดหรือของเหลวไปมากกว่า 15-20% ของปริมาณทั้งหมดในร่างกาย ทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนกลับเข้าสู่หัวใจลดลงอย่างมาก ปั๊มหัวใจจึงฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่ได้

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม: ร่างกายกำลังบอกอะไรเมื่อเริ่มขาดน้ำอย่างรุนแรง?

ก่อนที่ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะช็อก มักจะมีสัญญาณเตือนออกมาเรื่อยๆ การสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ได้ไว จะช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลมได้ดีที่สุด

  • กระหายน้ำอย่างรุนแรงและปากแห้งผาก: เป็นกลไกแรกสุดที่ร่างกายพยายามบอกให้เราเติมน้ำ
  • ปัสสาวะน้อยลงและมีสีเข้มจัด: ไตพยายามสงวนน้ำไว้ในร่างกายให้ได้มากที่สุด หากไม่อาจมอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ
  • หัวใจเต้นเร็วและหายใจถี่: หัวใจพยายามสูบฉีดเลือดที่เหลืออยู่น้อยนิดให้ไปเลี้ยงร่างกายได้เร็วขึ้น
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด เวลาเปลี่ยนท่าทาง: เกิดจากความดันโลหิตที่ลดต่ำลงเมื่อลุกขึ้นยืน
  • ผิวหนังเย็น สิวซีด และมีเหงื่อออกตัวเย็น: ร่างกายตัดการส่งเลือดไปเลี้ยงผิวหนัง เพื่อเอาเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจก่อน

ความเสี่ยงจากภาวะช็อกเนื่องจากขาดน้ำ ที่อันตรายกว่าที่คิด

เมื่อปล่อยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะนี้ ความเสี่ยงจากภาวะช็อกเนื่องจากขาดน้ำ จะไม่ได้หยุดอยู่แค่การเพลียหรือหมดสติ แต่ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นภาวะโดมิโนไปยังอวัยวะภายในอย่างรุนแรง

1. ภาวะไตวายเฉียบพลัน

ไตเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก เมื่อเลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ เซลล์ไตจะเริ่มกรองเสียไม่ได้และตายลง นำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งบางรายอาจต้องได้รับการฟอกไต และหากปล่อยไว้นานอาจกลายเป็นโรคไตเรื้อรัง

2. การทำงานของหัวใจล้มเหลว

การที่หัวใจต้องพยายามสูบฉีดเลือดที่มีปริมาณน้อยนิดด้วยความเร็วสูงเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักเกินไปและขาดออกซิเจน นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง

3. สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อทั่วร่างกายตาย

เมื่อความดันโลหิตตกอย่างหนัก สมองจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการสับสน เลอะเลือน หมดสติ และหากขาดเลือดนานเกินไป เซลล์สมองจะเสียหายอย่างถาวร นำไปสู่อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเจ้าชายนิทราได้

ใครบ้างที่ต้องระมัดระวังภาวะนี้เป็นพิเศษ?

แม้อยู่ในวัยหนุ่มสาวก็เกิดภาวะนี้ได้ แต่มีบางกลุ่มประชากรที่ต้องดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษเนื่องจากกลไกการปรับตัวของร่างกายทำได้ช้ากว่าปกติ

  • ผู้สูงอายุ: ความรู้สึกกระหายน้ำลดลงตามวัย และการทำงานของไตในการกักเก็บน้ำเริ่มเสื่อมลง
  • เด็กเล็กและทารก: มีสัดส่วนน้ำในร่างกายสูงกว่าผู้ใหญ่ และสูญเสียน้ำได้ง่ายเมื่อมีไข้ อาเจียน หรือท้องเสีย
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: โดยเฉพาะโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หรือผู้ที่รับประทานยาขับปัสสาวะเป็นประจำ
  • นักกีฬาและผู้ทำงานกลางแจ้ง: กลุ่มที่สูญเสียเหงื่อปริมาณมากในสภาพอากาศร้อนชื้น

วิธีป้องกันและดูแลเบื้องต้นเพื่อไม่ให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะช็อก

การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงทำได้ง่ายกว่าการรักษาเมื่อเกิดภาวะช็อกแล้วหลายเท่า หากเริ่มมีอาการสูญเสียน้ำจากภาวะท้องเสีย หรือออกกำลังกายหนัก ควรปฏิบัติดังนี้

  • จิบน้ำหรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อย แต่บ่อยๆ: หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเปล่าครั้งละมากๆ ในผู้ที่มีอาการท้องเสียหรือสูญเสียเกลือแร่รุนแรง เพราะอาจทำให้ระดับเกลือแร่ในเลือดเจือจางลงไปอีก
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์: เนื่องจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จะยิ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
  • อยู่ในที่ร่มและระบายอากาศได้ดี: หากต้องทำงานกลางแจ้ง ควรมียกพักเป็นระยะและจิบน้ำตลอดเวลา

อาการแบบไหนที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที?

หากพบเห็นผู้ที่มีอาการเข้าข่ายภาวะช็อก ได้แก่ ซึมลง สับสน เรียกไม่ค่อยรู้สึกตัว ผิวหนังซีดเย็น ตัวชื้นเหงื่อ ชีพจรเต้นเบาและเร็วมาก หรือปัสสาวะไม่ออกเลยตลอดวัน นี่คือสถานการณ์ฉุกเฉินทางแพทย์

สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการโทรแจ้งสายด่วน 1669 จัดให้ผู้ป่วยนอนราบแล้วยกขาขึ้นสูงเล็กน้อยประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับเข้าสู่หัวใจและสมองได้ดีขึ้น ห้ามให้ผู้ป่วยดื่มน้ำทางปากหากเริ่มหมดสติหรือซึมลง เพราะอาจเกิดการสำลักเข้าปอดได้ และรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพื่อรับน้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำโดยด่วนที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down