ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคนคงเคยใจหายแวบ หลังสังเกตเห็นเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งคลอดไม่นาน หายใจถี่ๆ เร็วๆ จนอดกังวลไม่ได้ว่าลูกเป็นอะไรหรือเปล่า ลูกสบายดีไหมนะ?

จริงๆ แล้วอาการหายใจเร็วในทารกแรกเกิดนี้ อาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิดเสมอไปค่ะ/ครับ (ขออภัย ไม่มีคำลงท้าย) ในหลายกรณี อาการแบบนี้มักเป็น 'ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด' หรือ Transient Tachypnea of the Newborn (TTN) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและมักจะหายไปได้เอง เรามาทำความรู้จักกับภาวะนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้คลายความกังวลและเข้าใจการดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกต้องกันค่ะ/ครับ (ขออภัย ไม่มีคำลงท้าย)

ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด...มันคืออะไรกันแน่?

ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า TTN นั้น เป็นภาวะที่ทารกมีการหายใจเร็วกว่าปกติในช่วงไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วันแรกหลังคลอด สาเหตุหลักๆ มาจากการที่ปอดของทารกยังไม่สามารถขับของเหลวที่ค้างอยู่ในปอดออกไปได้หมดทันทีหลังคลอด ทำให้ทารกต้องหายใจเร็วขึ้น เพื่อชดเชยออกซิเจนที่ได้รับน้อยลงเล็กน้อย

ชื่อของภาวะนี้ก็บอกอยู่แล้วว่า

'ชั่วคราว'

หมายความว่ามันไม่ได้อยู่ถาวร และมักจะหายไปได้เองภายใน 24-72 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อทารกในระยะยาวค่ะ/ครับ (ขออภัย ไม่มีคำลงท้าย)

ทำไมเจ้าตัวเล็กถึงมีอาการหายใจเร็ว? มาดูสาเหตุง่ายๆ กัน

ก่อนที่ทารกจะลืมตาดูโลก ปอดของเขาจะเต็มไปด้วยของเหลวคล้ายน้ำคร่ำ เมื่อทารกคลอดออกมา ไม่ว่าจะคลอดธรรมชาติหรือผ่าตัดคลอด ร่างกายของทารกจะต้องมีกลไกในการระบายของเหลวเหล่านี้ออกจากปอด เพื่อให้ปอดสามารถทำงานแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนได้ตามปกติ

สำหรับภาวะ TTN สาเหตุที่พบบ่อยๆ คือ

  • การคลอดที่รวดเร็วเกินไป: ในการคลอดธรรมชาติ การบีบตัวของมดลูกและช่องคลอดจะช่วยบีบไล่ของเหลวออกจากปอดของทารก แต่ถ้าคลอดเร็วเกินไป กระบวนการนี้อาจไม่สมบูรณ์
  • การผ่าตัดคลอด: ทารกที่คลอดด้วยการผ่าตัดคลอด มักจะไม่ได้รับแรงบีบที่หน้าอกเหมือนกับการคลอดธรรมชาติ ทำให้ของเหลวในปอดระบายออกได้ไม่ดีเท่าที่ควร
  • ทารกคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อย หรือทารกคลอดครบกำหนด: แม้จะฟังดูขัดแย้ง แต่ภาวะ TTN พบได้ในทารกทั้งสองกลุ่มนี้ โดยเฉพาะทารกที่คลอดในช่วง 34-37 สัปดาห์ หรือทารกครบกำหนด แต่มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง เช่น มารดาเป็นเบาหวาน หรือหอบหืด

เมื่อของเหลวยังค้างอยู่ในปอด ทารกจึงต้องใช้ความพยายามในการหายใจมากขึ้น และมีอัตราการหายใจที่เร็วขึ้นเพื่อให้ออกซิเจนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ลูกหายใจเร็วแค่ไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ? สัญญาณที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกต

การหายใจของทารกแรกเกิดอาจจะดูเร็วและตื้นกว่าผู้ใหญ่เป็นเรื่องปกติ อัตราการหายใจปกติของทารกแรกเกิดจะอยู่ที่ประมาณ 40-60 ครั้งต่อนาที แต่ในภาวะ TTN ทารกอาจหายใจเร็วขึ้นเป็นมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือบางครั้งอาจถึง 80-100 ครั้งต่อนาที

นอกจากอัตราการหายใจที่เร็วแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตเห็นอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น:

  • ปีกจมูกบาน (Nasal flaring): ทารกจะอ้าปีกจมูกกว้างขึ้นเวลาหายใจเข้า เพื่อพยายามรับอากาศให้ได้มากขึ้น
  • มีเสียงครางในลำคอ (Grunting): เป็นเสียงที่เกิดจากการที่ทารกพยายามปิดกล่องเสียงบางส่วนขณะหายใจออก เพื่อรักษาระดับแรงดันในปอด
  • อกบุ๋ม (Retractions): ทารกจะใช้กล้ามเนื้อซี่โครงและกล้ามเนื้อบริเวณใต้ชายโครงช่วยในการหายใจ ทำให้เห็นรอยบุ๋มบริเวณซี่โครงหรือใต้ชายโครงชัดเจนขึ้น

ถึงแม้ว่าอาการเหล่านี้จะฟังดูน่าตกใจ แต่ในภาวะ TTN ทารกมักจะมีสีผิวปกติ ไม่งอแง ซึมลง และไม่มีอาการตัวเขียว ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่แตกต่างจากภาวะหายใจลำบากที่รุนแรงกว่า

คุณหมอจะวินิจฉัยภาวะนี้ได้อย่างไร?

เมื่อคุณพ่อคุณแม่กังวลและพาลูกน้อยไปพบคุณหมอ สิ่งที่คุณหมอจะทำคือ:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: คุณหมอจะสอบถามประวัติการตั้งครรภ์ การคลอด และประเมินอาการหายใจของทารกอย่างละเอียด
  • การวัดค่าออกซิเจนในเลือด: จะมีการติดเครื่องวัดออกซิเจนที่ปลายนิ้วหรือเท้าของทารก เพื่อดูว่าระดับออกซิเจนในเลือดปกติหรือไม่
  • การเอกซเรย์ปอด: เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยยืนยันการวินิจฉัย ในภาพเอกซเรย์ปอดของทารกที่มี TTN มักจะเห็นลักษณะปอดที่มีของเหลวค้างอยู่เล็กน้อย แต่ไม่มีลักษณะของการติดเชื้อ หรือความผิดปกติอื่นๆ ที่รุนแรง

คุณหมอจะใช้ข้อมูลทั้งหมดนี้มาประกอบการตัดสินใจ เพื่อแยกภาวะ TTN ออกจากสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ทารกหายใจเร็ว เช่น ปอดอักเสบ หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

ต้องรักษาไหม? แล้วคุณหมอจะดูแลลูกน้อยอย่างไร?

เนื่องจากภาวะ TTN มักจะหายไปได้เองภายในเวลาไม่นาน การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การประคับประคองและดูแลให้ทารกรู้สึกสบายที่สุดค่ะ/ครับ (ขออภัย ไม่มีคำลงท้าย)

  • การให้ออกซิเจน: หากทารกหายใจเร็วมากจนค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ คุณหมออาจให้ออกซิเจนเสริมผ่านทางสายเล็กๆ ที่จมูก (Nasal cannula) หรือครอบศีรษะ (Oxygen hood)
  • การดูแลเรื่องการกินนม: ทารกที่หายใจเร็วมากๆ อาจเสี่ยงต่อการสำลักนมได้ คุณหมออาจพิจารณาให้งดนมทางปากชั่วคราว และให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำแทน จนกว่าอัตราการหายใจของทารกจะกลับมาเป็นปกติและสามารถดูดนมได้อย่างปลอดภัย
  • การเฝ้าระวังอาการ: ทีมแพทย์และพยาบาลจะเฝ้าระวังอัตราการหายใจ ระดับออกซิเจน และอาการอื่นๆ ของทารกอย่างใกล้ชิด

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คุณพ่อคุณแม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและคลายความกังวล เพราะเมื่อทารกรู้สึกปลอดภัยและสบายดี ก็จะสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

หายใจเร็วแบบนี้จะเป็นอันตรายไหม? และอาการจะหายเมื่อไหร่?

ข่าวดีก็คือ ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิดส่วนใหญ่เป็นภาวะที่ไม่เป็นอันตราย และไม่ทิ้งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของทารกค่ะ/ครับ (ขออภัย ไม่มีคำลงท้าย) อาการมักจะดีขึ้นและหายไปได้เองภายใน 24-72 ชั่วโมง โดยที่ทารกสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

หลังจากที่อาการหายใจเร็วหายไป ทารกก็จะสามารถดูดนมได้ดีขึ้น หายใจเป็นปกติ และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาระยะยาวเกี่ยวกับปอดหรือการหายใจตามมาค่ะ/ครับ (ขออภัย ไม่มีคำลงท้าย)

อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปหาหมอ? สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

แม้ว่า TTN จะไม่อันตราย แต่สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ที่อาการหายใจเร็วของลูกอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่ร้ายแรงกว่า และควรปรึกษาแพทย์ทันที

ควรไปพบแพทย์ทันทีหากลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้:

  • หายใจเร็วมาก หอบเหนื่อยรุนแรง หรือหายใจมีเสียงดังผิดปกติ
  • มีอาการตัวเขียว โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากและปลายมือปลายเท้า
  • ซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือร้องกวนมากผิดปกติ
  • มีไข้
  • อาการหายใจเร็วยังคงอยู่ หรือแย่ลงหลังจากผ่านไป 72 ชั่วโมงแล้ว

หากมีข้อสงสัยหรือไม่สบายใจเกี่ยวกับอาการของลูกน้อย อย่าลังเลที่จะปรึกษาคุณหมอที่ดูแล เพื่อการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาที่เหมาะสมที่สุดเสมอ

จำไว้ว่า คุณพ่อคุณแม่คือผู้ที่ใกล้ชิดลูกน้อยที่สุด การสังเกตและทำความเข้าใจสัญญาณต่างๆ ที่ร่างกายลูกส่งออกมา จะช่วยให้เราดูแลเจ้าตัวเล็กให้เติบโตอย่างแข็งแรงและปลอดภัยได้ดีที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down