ตื่นมาแล้วรู้สึกชาๆ เหมือนเข็มทิ่ม นี่คือสัญญาณเตือนจากปลายเท้า
เวลาตรวจสุขภาพแล้วหมอทักว่าน้ำตาลในเลือดเริ่มเกินเกณฑ์ หลายคนมักจะนึกถึงเรื่องโรคไต ตามัว หรือแผลหายช้าเป็นหลัก แต่มีอีกหนึ่งอาการแทรกซ้อนเงียบๆ ที่มักจะมาเคาะประตูบ้านคนที่เป็นเบาหวานมานาน นั่นก็คืออาการชาตามมือตามเท้า ซึ่งในทางการแพทย์เราเรียกว่าภาวะปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน
เวลาที่ตรวจคนไข้ในห้องตรวจ หลายคนมักจะเล่าให้ฟังว่าตอนกลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ เพราะรู้สึกยิบๆ ที่ปลายเท้า เหมือนมีมดเดิน หรือบางคนบอกว่าใส่รองเท้าแล้วรู้สึกเหมือนมีก้อนกรวดอยู่ข้างในตลอดเวลา ทั้งที่ถอดออกมาดูก็ไม่เจออะไร อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือเสียงร้องความช่วยเหลือจากเส้นประสาทส่วนปลายที่กำลังเสียหายจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมมาเป็นเวลานาน
ทำไมน้ำตาลในเลือดสูงถึงทำลายเส้นประสาทของเรา?
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองนึกภาพเส้นประสาทของเราเป็นสายไฟที่เดินอยู่ทั่วร่างกาย เส้นเหล่านี้ต้องการเลือดและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงตลอดเวลาเพื่อให้สัญญาณไฟฟ้าส่งผ่านได้ดี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง น้ำตาลส่วนเกินนี้จะเข้าไปทำลายผนังหลอดเลือดฝอยที่คอยส่งอาหารมาให้เส้นประสาท
ผลลัพธ์ก็คือ สายไฟเส้นเล็กๆ เหล่านี้เริ่มขาดสารอาหาร เปราะบาง และเสื่อมสภาพลงทีละน้อย เมื่อเวลาผ่านไป เส้นประสาทจึงไม่สามารถส่งสัญญาณความรู้สึกจากเท้าหรือมือกลับไปบอกสมองได้อย่างปกติ ทำให้เกิดอาการชา ปวดแปล๊บ หรือสูญเสียการรับความรู้สึกไปทีละน้อยโดยที่เราไม่รู้ตัว
เช็กด่วน อาการแบบนี้ใช่ปลายประสาทอักเสบหรือเปล่า?
อาการของภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นรวดเดียวจบ แต่มักจะค่อยๆ เริ่มจากจุดที่อยู่ไกลหัวใจที่สุดก่อน นั่นก็คือปลายนิ้วเท้าและปลายนิ้วมือ โดยอาการหลักๆ ที่พบได้บ่อยมีดังนี้
- ชาหรือรู้สึกยิบๆ: มักเริ่มจากปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้างแล้วค่อยๆ ลามสูงขึ้นมาที่ข้อเท้าและน่อง
- ปวดแปล๊บหรือแสบร้อน: บางคนรู้สึกเหมือนโดนน้ำร้อนลวกหรือไฟช็อตที่ฝ่าเท้า โดยเฉพาะเวลาเข้านอนตอนกลางคืน
- ไม่ค่อยรู้สึกเวลาโดนของร้อนหรือเย็น: ความสามารถในการรับความรู้สึกเริ่มลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลพุพองโดยไม่รู้ตัว
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง: ในระยะที่ลุกลามมากขึ้น อาจรู้สึกว่าเดินแล้วไม่ค่อยมั่นคง ทรงตัวได้ยากเหมือนเดิม
วิธีดูแลตัวเองและการรักษาจากมุมมองของหมอ
ข่าวดีคือ ภาวะนี้สามารถชะลอความรุนแรงและบรรเทาอาการลงได้ หากเราเข้าใจวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง หัวใจสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การกินยาวิตามินแพงๆ เพียงอย่างเดียว แต่มันคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้เส้นประสาทส่วนที่เหลือถูกทำลายไปมากกว่าเดิม
ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด กุญแจสำคัญหยุดความเสื่อม
การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเป้าหมายที่แพทย์กำหนด (เช่น ค่า HbA1c น้อยกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ในผู้ป่วยส่วนใหญ่) คือยาวิเศษที่ดีที่สุดในการปกป้องเส้นประสาท เมื่อน้ำตาลนิ่งขึ้น การอักเสบในหลอดเลือดฝอยก็จะลดลง อาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนมักจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
ดูแลเท้าทุกวัน ป้องกันแผลเรื้อรังที่คาดไม่ถึง
เนื่องจากผู้ที่มีภาวะปลายประสาทอักเสบมักจะสูญเสียความรู้สึกที่เท้าได้ง่าย หากมีแผล เล็บขบ หรือโดนของมีคมตำ อาจจะไม่รู้สึกเจ็บจนแผลลุกลามกลายเป็นแผลเบาหวานเรื้อรังได้ ดังนั้นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำทุกวันคือการสำรวจฝ่าเท้าและง่ามนิ้วเท้าว่ามีรอยแผล รอยช้ำ หรือตุ่มน้ำพองหรือไม่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าทั้งในบ้านและนอกบ้าน
ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาบรรเทาอาการปวดปลายประสาท
หากอาการชาหรือปวดแสบร้อนรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน หมอมักจะพิจารณาจ่ายยาเฉพาะกลุ่ม เช่น ยากลุ่มที่ช่วยลดการส่งสัญญาณปวดของเส้นประสาทโดยตรง หรือวิตามินบีรวมบางชนิด เพื่อช่วยบำรุงและฟื้นฟูการทำงานของเส้นประสาทร่วมด้วย แนะนำว่าไม่ควรหาซื้อวิตามินหรือยาแก้ปวดทั่วไปมากินเองเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจไม่ตรงจุดและส่งผลต่ออวัยวะส่วนอื่นได้