ช่วงนี้กินอะไรก็ปวดท้อง เดี๋ยวท้องเสีย เดี๋ยวท้องผูก สลับกันไปมาจนเดาใจร่างกายตัวเองไม่ได้ ตื่นเช้ามาต้องรีบพุ่งตัวเข้าห้องน้ำ หรือบางทีก็นั่งเบ่งเท่าไหร่ก็ไม่ออก ทั้งที่ไม่ได้กินอะไรแปลกปลอมและไม่มีไข้ ถ้าคุณกำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้อยู่ ขอบอกว่าคุณไม่ได้เผชิญชะตากรรมนี้อยู่คนเดียว เพราะนี่คืออาการคลาสสิกของโรคลำไส้แปรปรวนที่หมอเจอคนไข้บ่นให้ฟังทุกวัน
โรคลำไส้แปรปรวน คืออะไรกันแน่ ทำไมตรวจหมอแล้วบอกว่าปกติ?
หลายคนพอได้ยินหมอบอกว่าเป็นโรคลำไส้แปรปรวน หรือที่ฝรั่งเขาเรียกสั้นๆ ว่า IBS (Irritable Bowel Syndrome) มักจะทำหน้าสงสัยและถามกลับมาว่า หมอตรวจส่องกล้องแล้วไม่เจอแผล ไม่เจอมะเร็ง ไม่เจอติ่งเนื้อ แล้วทำไมฉันถึงปวดท้องทรมานขนาดนี้?
ความจริงคือ โรคนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางโครงสร้างของลำไส้ครับ ลำไส้ไม่ได้เป็นแผลหรือเน่าเปื่อยอะไรเลย แต่มันเป็นความผิดปกติของการทำงาน หรือพูดง่ายๆ ว่า ลำไส้มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงมาก มากกว่าคนปกติทั่วไป กล้ามเนื้อลำไส้เลยบีบตัวแรงและเร็วกว่ากำหนด ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย หรือท้องผูกตามมา โดยไม่มีโรคทางกายอื่นๆ มาอธิบายได้
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่แปลว่าเรากำลังเป็นโรคลำไส้แปรปรวน?
เวลาที่หมอวินิจฉัยโรคนี้ เราไม่ได้ใช้แค่ความรู้สึก แต่เรามีเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ที่เรียกว่า Rome Criteria มาจับ โดยอาการหลักๆ ที่ต้องสังเกตมีดังนี้
- ปวดท้องเรื้อรัง: มีอาการปวดท้องหรือแน่นท้องน้อย อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
- อาการสัมพันธ์กับการขับถ่าย: อาการปวดมักจะดีขึ้นหลังได้เข้าห้องน้ำปลดปล่อย
- ความเปลี่ยนแปลงของอุจจาระ: เริ่มต้นมีอาการหรือความถี่ในการขับถ่ายเปลี่ยนไป หรือลักษณะอุจจาระเปลี่ยนไปจากเดิม
นอกจากนี้ ทางการแพทย์ยังแบ่งโรคลำไส้แปรปรวนออกเป็น 3 แบบหลักๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ได้แก่ แบบท้องผูกเด่น แบบท้องเสียเด่น และแบบท้องผูกสลับท้องเสีย ซึ่งแต่ละคนจะมีรูปแบบอาการไม่เหมือนกันเลย
ทำไมอยู่ดีๆ ลำไส้ถึงรวนเรได้ขนาดนี้?
ต้นตอของโรคลำไส้แปรปรวนยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่จากประสบการณ์ดูแลคนไข้ หมอพบว่าปัจจัยหลักๆ มักมาจากเรื่องเหล่านี้เชื่อมโยงกัน
- ความเครียดและวิตามินซี (ความเครียด): ลำไส้ของเรามีระบบประสาทอิสระที่ไวต่ออารมณ์มาก เวลาเครียด วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับ สมองกับลำไส้จะคุยกันตลอดเวลา ส่งผลให้ลำไส้ปั่นป่วนบีบตัวมั่วไปหมด
- อาหารบางประเภท: อาหารรสจัด อาหารมันๆ นมวัว คาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือแม้แต่ผักบางชนิดที่ย่อยยาก อาจไปกระตุ้นลำไส้ที่ไวอยู่แล้วให้แสดงอาการ
- การติดเชื้อในทางเดินอาหาร: บางคนเคยท้องเสียรุนแรงจากอาหารเป็นพิษ พอหายแล้วเชื้อหมดไป แต่ลำไส้ยังจำความเจ็บปวดนั้น กลายเป็นลำไส้แปรปรวนเรื้อรังตามมา
วิธีปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคลำไส้แปรปรวน
เนื่องจากโรคนี้ไม่มีตัวยาชนิดไหนกินแล้วหายขาดได้ทันที การรักษาจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการกินยาตามอาการร่วมกับการปรับวิถีชีวิต ซึ่งวิธีหลังนี้สำคัญที่สุดและยั่งยืนที่สุด
- เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น: สEังเกตตัวเองว่ากินอะไรแล้วปวดท้อง เช่น นมวัว กาแฟ อาหารมัน แล้วงดสิ่งนั้น ลองเพิ่มอาหารที่มีกากใยสูงสำหรับคนที่เป็นท้องผูก หรือเลือกอาหารย่อยง่ายสำหรับคนที่เป็นท้องเสีย
- จัดการความเครียดในชีวิตประจำวัน: ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หาเวลาผ่อนคลาย เพราะถ้าร่างกายผ่อนคลาย ลำไส้ก็จะเลิกเกร็งตัวไปเอง
- กินอาหารให้เป็นเวลา: การกินอาหารเวลาเดิมทุกวันช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานเป็นระบบ ไม่เกิดการบีบตัวกะทันหัน
อาการแบบไหนที่ไม่ใช่โรคลำไส้แปรปรวน และต้องระวังโรคร้ายแรง?
แม้โรคลำไส้แปรปรวนจะสร้างความน่ารำคาญและรบกวนชีวิตประจำวันมากแค่ไหน แต่มันไม่ใช่โรคร้ายแรงและไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็งลำไส้ครับ อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย หมอแนะนำให้รีบมาตรวจละเอียดเพิ่มเติมทันที เพราะอาจไม่ใช่แค่ลำไส้แปรปรวน
- มีเลือดปนมากับอุจจาระ
- น้ำหนักลดลงฮวบฮาบโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีไข้ร่วมด้วย
- ปวดท้องรุนแรงตอนกลางคืนจนต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ
- เริ่มมีอาการเหล่านี้ครั้งแรกตอนอายุเกิน 50 ปี
สุดท้ายนี้ โรคลำไส้แปรปรวนอาจจะรักษาไม่หายขาดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันควบคุมได้ครับ ถ้ารู้จักเข้าใจร่างกายตัวเอง ปรับอาหาร ลดความเครียด และกินยาประคับประคองตามอาการ คุณก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับลำไส้ที่แปรปรวนนี้ได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องวิ่งหาห้องน้ำตลอดเวลาอีกต่อไป