เมื่อต้องรับหน้าที่ดูแลคนที่รักซึ่งกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง สิ่งหนึ่งที่คนในครอบครัวมักจะกังวลและสร้างความหนักใจให้ไม่น้อยก็คือ เรื่องของผิวหนัง โดยเฉพาะจุดแดงๆ เล็กๆ ตามปุ่มกระดูกที่หลายครั้งเราอาจเผลอมองข้ามไป แต่เพียงไม่กี่วัน จุดแดงเล็กๆ นั้นกลับกลายเป็นแผลลึกที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยอย่างมาก สิ่งนี้เรียกว่า แผลกดทับ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่พบได้บ่อยมากในกลุ่มผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย
ในฐานะหมอที่เคยดูแลคนไข้ติดเตียงมาหลายเคส หมออยากบอกว่า การดูแลแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวจนเกินรับมือ หากเราเข้าใจกลไกการเกิด สังเกตอาการได้อย่างรวดเร็ว และรู้วิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้อง บทความนี้หมอตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นคู่มือประจำบ้านที่จะช่วยให้ผู้ดูแลทุกคนเข้าใจขั้นตอนการดูแลแผลกดทับอย่างละเอียดและถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คนไข้ของเรากลับมามีผิวหนังที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แผลกดทับเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมผิวหนังของผู้ป่วยติดเตียงถึงบอบบางกว่าปกติ
เพื่อให้เข้าใจวิธีป้องกัน เราต้องเข้าใจธรรมชาติของแผลกดทับก่อน แผลกดทับไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคตั้งแต่แรก แต่มันเกิดจากการที่ผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นปุ่มกระดูก เช่น สะโพก ก้นกบ ตาตุ่ม หรือส้นเท้า ถูกกดทับกับที่นอนหรือเก้าอี้เป็นเวลานาน
การกดทับที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้จะไปเบียดเส้นเลือดฝอย ทำให้เลือดไม่สามารถเดินทางไปเลี้ยงเซลล์ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้อย่างสะดวก เมื่อเนื้อเยื่อขาดออกซิเจนและสารอาหารที่มากับกระแสเลือด เซลล์ผิวหนังจึงเริ่มอ่อนแอ อักเสบ และในที่สุดก็ตายไปจนกลายเป็นแผล ยิ่งหากผู้ป่วยมีผิวหนังที่แห้งเกินไป เปียกชื้นจากการขับถ่าย หรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ผิวหนังก็จะยิ่งบอบบางและเกิดแผลได้ง่ายขึ้นอีกหลายเท่าตัว
สังเกตอย่างไรว่าเริ่มมีแผลกดทับ? เจาะลึก 4 ระยะที่คนดูแลต้องรู้
การหมั่นสำรวจร่างกายของผู้ป่วยทุกวันเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากเราตรวจพบความผิดปกติได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่แผลจะหายสนิทโดยไม่ต้องเจ็บตัวมากก็ยิ่งมีสูงขึ้นเท่านั้น ทางการแพทย์แบ่งความรุนแรงของแผลกดทับออกเป็น 4 ระยะหลักๆ ดังนี้
ระยะที่ 1: ผิวหนังเริ่มแดง แต่ยังไม่ฉีกขาด
ระยะนี้ผิวหนังยังไม่มีการฉีกขาดหรือมีแผลเปิด แต่จะสังเกตเห็นเป็นรอยแดงเข้ม หรือรอยคล้ำในคนผิวเข้ม ตรงบริเวณที่ถูกกดทับ จุดสังเกตสำคัญคือ เมื่อเราใช้นิ้วกดลงไปบนรอยแดงนั้นแล้วปล่อย รอยแดงจะไม่จางหายไปเป็นสีผิวปกติ และผู้ป่วยอาจจะรู้สึกเจ็บหรือตึงบริเวณนั้น หากพบในระยะนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ต้องรีบปรับเปลี่ยนท่านอนทันทีเพื่อไม่ให้แผลลุกลาม
ระยะที่ 2: เริ่มมีแผลพุพองหรือผิวหนังลอก
ในระยะนี้ ผิวหนังชั้นนอกเริ่มมีการฉีกขาดหรือหลุดลอกออกไป เห็นเป็นแผลตื้นๆ สีชมพูหรือสีแดง บางครั้งอาจมีลักษณะคล้ายตุ่มน้ำพองที่แตกออก แผลในระยะนี้ยังไม่ลึกมาก แต่ต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาดอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย
ระยะที่ 3: แผลลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
ผิวหนังจะสูญเสียไปทั้งหมดจนเห็นชั้นไขมันใต้ผิวหนัง แผลจะมีลักษณะเป็นแอ่งลึก ขอบแผลเริ่มแข็งตัว อาจเริ่มมีเนื้อตายสีเหลืองหรือสีดำปรากฏให้เห็นในก้นแผล การดูแลแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียงที่เข้าสู่ระยะนี้จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์หรือพยาบาลวิชาชีพเพื่อวางแผนการทำแผลที่เหมาะสม
ระยะที่ 4: แผลลึกรุนแรงเห็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อ
ถือเป็นระยะที่รุนแรงที่สุด แผลจะลึกมากจนมองเห็นกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือกระดูกอย่างชัดเจน มักมีเนื้อตายจำนวนมาก และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดหรือกระดูก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตและจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลเท่านั้น
ขั้นตอนการดูแลแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียงอย่างถูกสุขอนามัย
สำหรับแผลกดทับในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือซับซ้อน ผู้ดูแลสามารถให้การดูแลรักษาเบื้องต้นที่บ้านได้ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อสร้างตัวใหม่และปิดแผลได้เร็วขึ้น
การทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธีและปลอดภัย
- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง: ก่อนและหลังสัมผัสแผลผู้ป่วย ต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือแอลกอฮอล์เจลทุกครั้งเพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคไปสู่แผล
- ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ: ควรใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผล (Normal Saline 0.9%) ในการเช็ดล้างทำความสะอาดแผล หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ราดลงบนก้นแผลโดยตรง เพราะสารเคมีเหล่านี้จะทำลายเนื้อเยื่อที่กำลังสร้างใหม่ ทำให้แผลหายช้าลง
- เช็ดแผลอย่างเบามือ: ใช้สำลีชุบน้ำเกลือพอหมาด เช็ดจากกึ่งกลางแผลวนออกไปด้านนอกรอบๆ แผล ไม่ควรขัดหรือถูแผลแรงๆ เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ได้รับบาดเจ็บ
การเลือกใช้วัสดุปิดแผลที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
หลังจากทำความสะอาดแผลเสร็จแล้ว ควรเลือกใช้วัสดุปิดแผลที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นที่เหมาะสม (Moist Wound Healing) เพราะผิวหนังที่ชุ่มชื้นพอดีจะช่วยให้เซลล์ผิวใหม่เติบโตได้ดีกว่าแผลที่แห้งตกสะเก็ด
- หากแผลแห้งหรือมีสารคัดหลั่งน้อย อาจใช้แผ่นฟิล์มใสกันน้ำหรือแผ่นไฮโดรคอลลอยด์ (Hydrocolloid) ปิดทับ
- หากแผลมีน้ำเหลืองซึมค่อนข้างมาก ควรเลือกใช้วัสดุปิดแผลประเภทโฟม (Foam Dressing) หรือกลุ่มแคลเซียมอัลจิเนต (Alginate) ที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับของเหลวได้ดี และช่วยป้องกันผิวหนังรอบแผลไม่ให้เปื่อยยุ่ย
เคล็ดลับการป้องกันและปรับพฤติกรรมเพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับซ้ำสอง
การรักษาแผลที่เกิดขึ้นแล้วเป็นสิ่งสำคัญ แต่การป้องกันไม่ให้เกิดแผลใหม่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการดูแลผู้ป่วยติดเตียงในระยะยาว หมอมีหลักการง่ายๆ ที่อยากให้ผู้ดูแลนำไปปรับใช้ดังนี้
การปรับท่านอนและการเปลี่ยนท่าทุก 2 ชั่วโมง
นี่คือวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้ดูแลควรช่วยเปลี่ยนท่านอนให้ผู้ป่วยอย่างน้อยทุกๆ 2 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นท่านอนหงาย ท่านอนตะแคงซ้าย หรือตะแคงขวา โดยขณะที่จัดท่าตะแคง ควรจัดให้สะโพกทำมุมประมาณ 30 องศากับที่นอน ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนตะแคงทับปุ่มกระดูกสะโพกตรงๆ และใช้หมอนนุ่มๆ สอดคั่นระหว่างเข่าและข้อเท้าเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกชนกัน
การเลือกใช้อุปกรณ์เสริม เช่น ที่นอนลม เพื่อกระจายแรงกดทับ
การเปลี่ยนมาใช้ที่นอนลมที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เช่น ที่นอนลมแบบลอน หรือที่นอนโฟมที่มีคุณสมบัติกระจายแรงกดทับ จะช่วยลดแรงกดดันสะสมตรงปุ่มกระดูกต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ที่นอนลมเป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยทุ่นแรงเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมงได้
การดูแลโภชนาการและสารอาหารเพื่อช่วยซ่อมแซมผิวหนัง
ผิวหนังจะแข็งแรงและฟื้นฟูได้ดี ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินซี และธาตุสังกะสี (Zinc) ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ผู้ดูแลควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อจัดสรรอาหารที่ย่อยง่ายและมีโปรตีนสูงให้ผู้ป่วยอย่างเพียงพอในแต่ละวัน
สัญญาณเตือนอันตรายของแผลกดทับติดเชื้อ ที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าเราจะพยายามดูแลอย่างดีที่สุด แต่บางครั้งแผลก็อาจเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นมาได้ ผู้ดูแลต้องคอยสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบพาส่งโรงพยาบาลหรือปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลทันที
- ผิวหนังรอบๆ แผลมีอาการบวม แดง วงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อสัมผัสจะรู้สึกร้อนกว่าบริเวณอื่น
- แผลมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือมีหนองไหลเยิ้มออกมาจากก้นแผล
- ผู้ป่วยมีไข้ หนาวสั่น หรือมีอาการซึมลง สับสน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
- แผลมีขนาดกว้างขึ้น ลึกขึ้น หรือเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำซึ่งแสดงถึงเนื้อตายที่แผ่ขยายวงกว้าง
การดูแลแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง อาจเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน ความใส่ใจ และเวลาอย่างมาก แต่หมอเชื่อมั่นว่า ด้วยความรัก ความเข้าใจ และการปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ที่หมอได้เล่าให้ฟังนี้ จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและช่วยให้คนที่คุณรักมีผิวหนังที่สุขภาพดีขึ้นได้อย่างแน่นอน หากผู้ดูแลรู้สึกเหนื่อยล้า อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์หรือพยาบาลใกล้บ้าน เพราะพวกเราพร้อมที่จะเคียงข้างและช่วยสนับสนุนคุณเสมอ