แผลเรื้อรังที่ไม่ยอมหายสักที อาจไม่ใช่แค่แผลธรรมดา
เวลาเจอคนไข้เดินเข้ามาที่ห้องตรวจแล้วบอกว่ามีแผลที่เท้าหรือขา รักษามาเป็นเดือนก็ไม่ดีขึ้นแถมยังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งแรกที่หมอมักจะนึกถึงเสมอคือ การดูแลแผลเรื้อรังจากโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งเป็นภาวะที่เลือดไปเลี้ยงที่ขาและเท้าไม่พอ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นขาดออกซิเจนและสารอาหาร เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำ ใบก็ย่อมเหี่ยวเฉาและตายได้ง่าย
โรคนี้ส่วนใหญ่เจอในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือคนที่สูบบุหรี่จัด การที่เลือดไหลเวียนไม่ดีทำให้แผลที่เกิดจากอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ หรือแม้แต่รอยขีดข่วน กลายเป็นแผลเรื้อรังที่รักษายาก และอาจลุกลามจนน่ากลัวถ้าไม่รีบจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ
เช็กสัญญาณเตือนแบบนี้หรือเปล่าที่แปลว่าหลอดเลือดที่ขาเริ่มตีบตัน
หลายคนไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้จนกระทั่งมีแผลเกิดขึ้นแล้ว จริงๆ ร่างกายส่งสัญญาณเตือนมานานแล้ว แต่เราอาจจะเผลอมองข้ามไป ลองสังเกตตัวเองดูว่ามีอาการเหล่านี้ไหม
- ปวดน่องหรือปวดขาเวลาเดินไกลๆ แต่พอพักแล้วหายปวดทันที
- เท้าเย็นกว่าปกติ สีผิวที่เท้าเริ่มซีดคล้ำ หรือผิวหนังดูเป็นมันเงา
- ขนที่ขาและเท้าร่วงลงอย่างเห็นได้ชัด
- ชีพจรที่หลังเท้าเบาลงมากหรือคลำไม่พบเลย
- เล็บเท้าหนาและเปราะผิดปกติ
หลักการดูแลแผลเรื้อรังจากโรคหลอดเลือดส่วนปลายให้ถูกวิธี
เมื่อเกิดแผลขึ้นมาแล้ว การทำแผลแบบเดิมๆ ที่บ้านอาจไม่เพียงพอ เพราะปัญหาหลักอยู่ที่เลือดไปไม่ถึงแผล การดูแลจึงต้องแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือการดูแลที่ตัวแผลและการฟื้นฟูหลอดเลือด
วิธีทำความสะอาดแผลเบื้องต้นที่ไม่ควรทำร้ายเนื้อเยื่อ
การล้างแผลควรใช้น้ำเกลือล้างแผลสะอาด (Normal Saline) เป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์แรงๆ เพราะจะไปทำลายเซลล์เนื้อเยื่อที่กำลังพยายามสร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้แผลหายช้าลงไปอีก ปิดแผลด้วยวัสดุที่เหมาะสมตามคำแนะนำของพยาบาลหรือแพทย์ ไม่ควรปล่อยให้แผลแห้งจนเกินไปหรือแฉะเกินไป
การควบคุมโรคประจำตัวหัวใจสำคัญที่ห้ามมองข้าม
ต่อให้ทำแผลดีแค่ไหน แต่ถ้าเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตยังพุ่งสูงปรี๊ด แผลก็ไม่มีวันปิดสนิท การคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและการกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดคือหัวใจสำคัญที่สุด
วิธีปรับพฤติกรรมเปลี่ยนชีวิตเพื่อรักษาหลอดเลือด
หมอมักจะบอกคนไข้เสมอว่า ยาที่ดีที่สุดหมอสั่งให้ไม่ได้ ถ้าตัวคนไข้เองไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันคือยาวิเศษที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
- หยุดสูบบุหรี่เด็ดขาด: นิโคตินทำให้หลอดเลือดหดตัวโดยตรง ยิ่งสูบเลือดก็ยิ่งไปเลี้ยงเท้าไม่ได้ แผลก็ไม่มีวันหาย
- เลือกรองเท้าที่ใส่สบายและไม่บีบรัด: คนที่มีปัญหาหลอดเลือดส่วนปลาย ห้ามใส่รองเท้าคับเด็ดขาด เพราะจะไปกดทับเส้นเลือดทำให้เนื้อเยื่อตายเพิ่มขึ้น
- ขยับร่างกายเท่าที่ทำได้: การเดินเบาๆ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด แต่ถ้ามีอาการปวดควรหยุดพักทันที
- ระวังอุบัติเหตุที่เท้า: อย่าเดินเท้าเปล่าเด็ดขาด แม้แต่ในบ้าน เพราะถ้าเกิดแผลเล็กๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
อาการแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องรีบมาหาหมอด่วน
บางครั้งแผลเรื้อรังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงขั้นต้องตัดขาได้ ถ้ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
- บริเวณรอบแผลบวมแดงร้อน แผลส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง หรือมีหนองไหลออกมา
- มีไข้หนาวสั่นร่วมด้วย ซึ่งแปลว่าเชื้อโรคเริ่มกระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว
- นิ้วเท้าหรือผิวหนังแถบนั้นเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ
- อาการปวดที่ขาเป็นรุนแรงตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนนอนหลับพักผ่อน
การดูแลแผลเรื้อรังจากโรคหลอดเลือดส่วนปลายต้องอาศัยความอดทนและความร่วมมือกันระหว่างคนไข้ ครอบครัว และทีมแพทย์ การรักษาอาจใช้เวลานาน แต่ถ้าดูแลรักษาอย่างถูกต้องและตรงจุด โอกาสที่แผลจะกลับมาหายดีและรักษาขาเอาไว้ได้ก็มีสูงมากครับ