ช่วงนี้เวลาลูกกลับมาจากโรงเรียน หลายครอบครัวอาจจะสังเกตเห็นว่าลูกดูซึมลง ไม่อยากเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง หรือบางทีก็มีข้าวของเสียหายกลับมาบ้านบ่อยๆ ในฐานะหมอเด็กและคนใกล้ชิดครอบครัว หลายครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้จากปากของผู้ปกครอง ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า เบื้องหลังรอยยิ้มของเด็กๆ ในรั้วโรงเรียน อาจจะมีเรื่องหนักใจซ่อนอยู่
โรงเรียนที่เคยสนุก ทำไมกลายเป็นพื้นที่น่ากลัวสำหรับลูก
ปัญหาการถูกกลั่นแกล้งหรือการรังแกผู้อื่นในโรงเรียน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Bullying ไม่ใช่แค่เรื่องเด็กๆ แกล้งกันเล่นตามประสาแล้วก็หายไป แต่เป็นบาดแผลทางใจที่ฝังลึก การถูกกระทำซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย การใช้คำพูดด้อยค่า การบูลลี่รูปร่างหน้าตา หรือแม้กระทั่งการกีดกันไม่ให้เด็กเข้าไปอยู่ในกลุ่มเพื่อน ล้วนสร้างความเครียดสะสมในสมองของเด็ก
ในทางการแพทย์ สมองส่วนที่จัดการกับความเครียดและอารมณ์อย่างอะมิกดาลา (Amygdala) จะถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักตลอดเวลาเมื่อเด็กต้องเผชิญกับภัยคุกคาม ส่งผลให้เด็กมีความวิตกกังวลสูง นอนไม่หลับ ไม่อยากไปโรงเรียน หรือในระยะยาวอาจพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้าในวัยเด็กได้
สัญญาณเตือนภัยแบบไหน ที่ฟ้องว่าลูกกำลังตกเป็นเหยื่อ
เด็กหลายคนเลือกที่จะเก็บเงียบ ไม่ยอมบอกพ่อแม่เพราะกลัวว่าจะถูกแกล้งหนักกว่าเดิม หรือกลัวว่าพ่อแม่จะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หน้าที่ของเราในฐานะผู้ใหญ่จึงต้องคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้
- เสื้อผ้าหรือข้าวของเสียหายบ่อย: กระเป๋าฉีก สมุดหนังสือขาด หรือของใช้ส่วนตัวหายอย่างไร้สาเหตุ
- มีรอยฟกช้ำดำเขียวตามร่างกาย: เมื่อถามถึงที่มามักจะตอบเลี่ยงๆ หรือบอกว่าซุ่มซ่ามเดินชนนู่นชนนี่เอง
- ไม่อยากไปโรงเรียน: มักจะมีอาการปวดท้อง ปวดหัว คลื่นไส้ ทุกครั้งที่ถึงเวลาต้องเตรียมตัวไปโรงเรียนในตอนเช้า
- พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม: จากเด็กที่เคยร่าเริงกลับกลายเป็นคนเงียบขรึม เก็บตัว ฝันร้ายบ่อย หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก
เมื่อลูกไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็นเด็กที่ไปแกล้งเพื่อนเสียเอง
เหรียญมีสองด้านเสมอ บางครั้งคุณครูอาจจะโทรศัพท์มาแจ้งว่าลูกของเราไปรังแกเพื่อนคนอื่น พ่อแม่หลายคนตกใจและรู้สึกผิดหวังในตัวลูก แต่ถ้ามองในมุมมองเชิงจิตวิทยา พฤติกรรมก้าวร้าวเหล่านี้มักไม่ใช่เพราะเด็กนิสัยไม่ดีโดยกำเนิด แต่อาจเป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
เด็กที่หันไปแกล้งคนอื่น มักเป็นเด็กที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ หรืออาจจะเคยเห็นพฤติกรรมความรุนแรงจากในครอบครัวหรือสื่อต่างๆ การใช้กำลังกับเพื่อนจึงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมีอำนาจและเป็นที่ยอมรับ
วิธีรับมือและเยียวยาจิตใจเด็กๆ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว
การแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทั้งที่บ้านและโรงเรียน เริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกกล้าเปิดใจเล่าความจริงโดยไม่ต้องกลัวโดนดุ
- ตั้งใจฟังและเชื่อใจลูก: เมื่อลูกเล่าให้ฟัง อย่าเพิ่งรีบตัดสินหรือบอกว่าเรื่องแค่นี้เอง ให้แสดงความเห็นอกเห็นใจและบอกให้เขารู้ว่าเขามีเราอยู่ข้างๆ เสมอ
- ประสานงานกับคุณครู: นำข้อมูลที่ได้ไปพูดคุยกับทางโรงเรียนอย่างนุ่มนวล เพื่อหามาตรการปกป้องเด็กในพื้นที่โรงเรียนโดยไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลง
- ฝึกทักษะการรับมือ: สอนให้ลูกรู้จักการเดินหนีเมื่อเจอสถานการณ์เสี่ยง การปฏิเสธอย่างหนักแน่น และการขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากเด็กมีอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรง มีปัญหาการนอน หรือเก็บกด การพาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพื่อรับคำปรึกษาที่ถูกต้องถือเป็นทางเลือกที่ดีมาก
ท้ายที่สุดแล้ว โรงเรียนควรเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้และการเติบโตอย่างมีความสุข การช่วยกันสอดส่องดูแลและเข้าใจจิตใจของเด็กๆ อย่างลึกซึ้ง จะช่วยปกป้องพวกเขาจากบาดแผลทางใจที่อาจติดตัวไปจนโตได้