ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนที่มาพบหมอด้วยอาการปวดท้องเรื้อรัง ไข้ต่ำๆ กินอะไรก็ไม่อร่อยแถมน้ำหนักลดลงไปเยอะ พอตรวจอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูแล้ว ถึงกับต้องตกใจเมื่อพบว่ามีก้อนหนองซ่อนอยู่ข้างในพุงของเรา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ วันนี้หมอเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดฝีหนองในช่องท้องกันให้ลึกซึ้งขึ้น ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมเราถึงต้องรีบรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
ฝีหนองในช่องท้องคืออะไร ทำไมถึงน่ากลัวกว่าที่คิด
เวลาเราได้ยินคำว่าฝี หลายคนอาจจะนึกถึงฝีที่ผิวหนัง เม็ดเล็กๆ บีบออกแล้วก็หายใช่ไหมครับ แต่ฝีหนองในช่องท้องนั้นต่างกันลิบลับ เจ้าก้อนนี้คือถุงหนองที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือจุลชีพอื่นๆ แล้วร่างกายพยายามสู้ด้วยการส่งเม็ดเลือดขาวไปจัดการ จนกลายเป็นซากการต่อสู้สะสมกลายเป็นของเหลวข้นๆ สีเหลืองเขียวซ่อนอยู่ตามซอกหลืบต่างๆ ระหว่างอวัยวะในช่องท้อง เช่น ใต้กระบังลม ระหว่างลำไส้ หรือในอุ้งเชิงกราน ความน่ากลัวคือมันอยู่ข้างในครับ เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และถ้าปล่อยทิ้งไว้จนแตกกระจาย อาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรงถึงชีวิตได้เลยทีเดียว
ต้นตอของปัญหา: เชื้อโรคหลุดเข้าไปตั้งรกรากในพุงได้อย่างไร
การที่อยู่ๆ จะมีหนองไปกองอยู่ในช่องท้องนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ โดยปกติแล้วช่องท้องของเราสะอาด ไม่มีเชื้อโรค เว้นแต่จะเกิดช่องทางให้มันหลุดเข้าไปได้ ซึ่งสาเหตุหลักมักจะมาจากอวัยวะข้างเคียงพังทลายหรืออักเสบจนทะลุ เช่น ไส้ติ่งอักเสบแตก ลำไส้ทะลุจากแผลในกระเพาะอาหาร โรคลำไส้อักเสเรื้อรัง หรือแม้กระทั่งการผ่าตัดช่องท้องในอดีตที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียหลงเหลืออยู่ หรือบางครั้งอาจเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่หน้าท้อง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ทำให้ตับหรือม้ามช้ำแล้วเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาทีหลัง
สัญญาณเตือนภัย: ร่างกายกำลังฟ้องว่ามีก้อนหนองซ่อนอยู่
เนื่องจากฝีมันแอบอยู่ข้างใน อาการเริ่มต้นจึงมักจะไม่ค่อยชัดเจน ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นแค่อาการปวดท้องธรรมดาหรือโรคกระเพาะ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะมีจุดสังเกตสำคัญดังนี้
- ไข้เรื้อรังที่หาสาเหตุไม่พบ: มักจะมีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงหนาวสั่น โดยเฉพาะในช่วงเย็นหรือกลางคืน
- ปวดท้องตื้อๆ และกดเจ็บ: อาการปวดจะไม่หายไปทานยาแก้ปวดก็ไม่ค่อยดีขึ้น และมักจะเจ็บมากเวลาขยับตัว
- คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด: ร่างกายอยู่ในภาวะอักเสบเรื้อรัง ทำให้ไม่อยากอาหารและซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด
- คลำเจอobjก้อนในท้อง: ในบางรายที่ก้อนฝีมีขนาดใหญ่และอยู่ตื้น ก็อาจจะคลำพบก้อนแข็งๆ หรือรู้สึกแน่นท้องตลอดเวลา
แพทย์วินิจฉัยอย่างไรเมื่อสงสัยว่าเป็นฝีหนอง
เมื่อคนไข้มาด้วยอาการเหล่านี้ หมอจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาช่วย เพราะการตรวจร่างกายด้วยการคลำท้องเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ การตรวจวินิจฉัยหลักประกอบด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง ซึ่งเปรียบเสมือนแผนที่นำทางที่ช่วยบอกตำแหน่ง ขนาด และความลึกของก้อนฝีได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังต้องเจาะเลือดตรวจหาค่าการอักเสบ และอาจต้องเจาะดูดเอาหนองไปส่งตรวจหาเชื้อโรค เพื่อจะได้เลือกยาปฏิชีวนะให้ตรงกับชนิดของเชื้อมากที่สุด
วิธีรักษา: เคลียร์หนองออกให้หมดคือหัวใจสำคัญ
การรักษาฝีหนองในช่องท้องไม่สามารถหายได้ด้วยการกินยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียวครับ เพราะยาไม่สามารถซึมเข้าไปในก้อนหนองที่มีผนังห่อหุ้มอยู่ได้ แนวทางหลักจึงแบ่งออกเป็นสองวิธี ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของก้อนฝี
- การเจาะระบายหนองผ่านผิวหนัง: หากก้อนฝีอยู่ในตำแหน่งที่แพทย์สามารถเข้าถึงได้ง่าย แพทย์จะใช้เข็มหรือใส่สายยางเส้นเล็กๆ เจาะผ่านผิวหนังเข้าไปดูดหนองออกภายใต้การนำ 2D-Ultrasound หรือ CT Scan วิธีนี้แผลเล็กและฟื้นตัวเร็ว
- การผ่าตัดเปิดช่องท้อง: ใช้ในกรณีที่ก้อนฝีมีขนาดใหญ่มาก มีหลายก้อน กระจายหลายจุด หรือเกิดจากภาวะลำไส้ทะลุที่ต้องได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุร่วมด้วย เช่น ตัดส่วนที่เน่าเสียออกและทำความสะอาดช่องท้องขนานใหญ่
การดูแลตัวเองหลังผ่านวิกฤตฝีหนองในช่องท้อง
หลังจากที่ระบายหนองออกและได้รับยาฆ่าเชื้อจนครบถ้วนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อช่วยสมานแผล และที่สำคัญต้องมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนซ้ำสอง เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการใส่ใจความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกายเสมอครับ