เวลาปวดท้องแบบแปลกๆ ทำไมหมอถึงต้องกังวลเรื่องฝีหนองข้างใน?
หลายคนเวลามาหาหมอด้วยอาการปวดท้อง มักจะคิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ อาหารเป็นพิษ หรือแค่ลำไส้แปรปรวน แต่ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้มานาน บางครั้งอาการปวดท้องที่ดูเหมือนจะธรรมดา กลับซ่อนโรคร้ายแรงเอาไว้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ การเกิดฝีหนองในช่องท้อง ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายของเรากำลังพยายามสู้กับเชื้อโรคอย่างหนักจนเกิดเป็นก้อนหนองก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ตามซอกหลืบต่างๆ ระหว่างอวัยวะภายใน
การเกิดฝีหนองในช่องท้องไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นลอยๆ แต่มักจะเป็นผลลัพธ์ปลายทางที่ตามมาจากปัญหาอื่นๆ ที่เราปล่อยไว้จนลุกลาม ดังนั้น การทำความเข้าใจว่าเจ้าน้ำหนองเหล่านี้มันเข้าไปแอบอยู่ข้างในพุงของเราได้อย่างไร จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราสังเกตตัวเองและมารักษาได้ทันเวลาก่อนที่เชื้อโรคจะกระจายตัวเข้าสู่กระแสเลือด
ต้นตอจริงๆ มาจากไหน? ทำไมข้างในพุงถึงมีหนองสะสมได้
ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน ฝีหนองก็คือซากของเม็ดเลือดขาวที่ตายไปในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรีย จนกลายเป็นของเหลวข้นๆ สีเหลืองหรือเขียว แต่พอมาอยู่ในช่องท้อง ซึ่งเป็นพื้นที่ปิดที่มีอวัยวะหลายอย่างเบียดเสียดกันอยู่ การเกิดฝีหนองในช่องท้องจึงมักจะมีสาเหตุหลักๆ ดังนี้
- ภาวะอวัยวะภายในอักเสบแล้วแตก: เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ หรือถุงน้ำดีอักเสบ ที่ปล่อยทิ้งไว้จนเนื้อเยื่อเน่าและทะลุ ทำให้สิ่งสกปรกและเชื้อโรคข้างในทะลักออกมาแพร่กระจายทั่วท้อง
- แผลผ่าตัดช่องท้องเดิม: บางครั้งเชื้อโรคอาจจะหลงเหลืออยู่หลังจากการผ่าตัด หรือเกิดการรั่วซึมของรอยต่อลำไส้ ทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาทีหลัง
- การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ: เช่น ถูกกระแทกแรงๆ ที่หน้าท้องจนอวัยวะภายในฉีกขาดและเกิดการติดเชื้อสะสม
- การลุกลามจากการติดเชื้ออวัยวะข้างเคียง: เช่น โรคตับอักเสบเป็นหนอง หรือการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานที่ลุกลามขึ้นมา
สังเกตอย่างไรดี? อาการแบบนี้แปลว่าเริ่มมีอะไรไม่ชอบพากลในท้องแล้ว
เวลาที่มีหนองไปแอบอยู่ตรงไหนสักแห่งในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งสัญญาณเตือนออกมาทันที แต่เนื่องจาก การเกิดฝีหนองในช่องท้อง มักจะซ่อนอยู่ลึก ทำให้เราไม่ได้คลำเจอเป็นก้อนชัดเจนตั้งแต่แรก อาการที่มักจะพบได้บ่อยมีดังนี้
- ไข้ต่ำๆ เรื้อรัง หรือไข้สูงหนาวสั่น: เป็นอาการที่บอกว่าข้างในกำลังมีการอักเสบติดเชื้อครั้งใหญ่ กินยาลดไข้แล้วอาจจะดีขึ้นชั่วคราวแต่ก็กลับมาเป็นอีก
- ปวดท้องตื้อๆ หรือปวดลึกๆ: มักจะระบุตำแหน่งที่แน่นอนไม่ได้ชัดเจน เหมือนมีอะไรมาถ่วงหรือเสียdแทงอยู่ข้างใน
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ: ร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างมากในการต่อสู้กับโรค ทำให้ไม่อยากอาหารและซูบผอมลง
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องอืด: เพราะก้อนหนองไปกดเบียดการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารปั่นป่วน
คุณหมอตรวจวินิจฉัยอย่างไร เมื่อสงสัยว่ามีฝีหนองซ่อนอยู่
เนื่องจากอาการมันค่อนข้างคล้ายกับโรคอื่นๆ หมอจึงต้องอาศัยเครื่องมือทางการแพทย์ช่วยหาว่าเจ้าหนองตัวการมันแอบอยู่ตรงไหน โดยวิธีหลักๆ ที่ใช้กันคือ
การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT Scan) ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด เพราะสามารถตัดภาพดูเนื้อเยื่อข้างในได้ทีละชั้น ทำให้เห็นขนาด ตำแหน่ง และความลึกของการเกิดฝีหนองในช่องท้องได้อย่างชัดเจน เหมือนมีแผนที่นำทางก่อนการรักษา นอกจากนี้ การเจาะเลือดดูค่าการอักเสบก็ช่วยยืนยันได้ว่าร่างกายกำลังสู้กับเชื้อโรคอยู่จริงๆ
วิธีรักษา: จัดการอย่างไรกับเจ้าหนองเจ้าปัญหาเหล่านี้
เมื่อเจอตัวการแล้ว การรักษา การเกิดฝีหนองในช่องท้อง จะต้องทำควบคู่กันไปสองทางหลักๆ คือการกำจัดหนองออกและการให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ
- การระบายหนองออก (Drainage): สมัยก่อนต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้องใหญ่เพื่อล้างทำความสะอาด แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีการแพทย์ก้าวหน้ามาก หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์นำทาง แล้วใช้เข็มหรือสายยางเส้นเล็กๆ เจาะผ่านผิวหนังเข้าไปดูดหนองออกโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
- การให้ยาฆ่าเชื้อเข้าเส้นเลือด: เพื่อกวาดล้างเชื้อแบคทีเรียที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อรอบๆ ให้หมดเกลี้ยง
- การผ่าตัดรักษาต้นเหตุ: หากฝีหนองเกิดจากลำไส้ทะลุหรือไส้ติ่งแตก เมื่อเคลียร์หนองออกเบื้องต้นแล้ว หมออาจจะต้องวางแผนผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหายนั้นด้วย
การป้องกันและการดูแลตัวเองเพื่อให้ห่างไกลจากปัญหานี้
แม้ว่าการเกิดฝีหนองในช่องท้องส่วนใหญ่จะเป็นผลแทรกซ้อนมาจากโรคอื่น แต่เราก็สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพเบื้องต้น หากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ท้องเสียสลับท้องผูก มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีประวัติผ่าตัดแล้วรู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวไม่ปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนนานเกินไป การรีบมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้อาการเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องนอนโรงพยาบาลนานๆ ได้ครับ