ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่ออาการไอและเจ็บคอ เริ่มต้นด้วยการเดินไปซื้อยาเอง

เวลาที่ตัวเราเองหรือคนในครอบครัวเริ่มมีอาการไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูกไหล สิ่งแรกที่หลายคนมักเลือกทำคือการเดินไปร้านยาเพื่อหาซื้อยาบรรเทาอาการด้วยตนเอง โดยเฉพาะการมองหา "ยาแก้อักเสบ" และยาแก้ไอสูตรต่างๆ เพื่อหวังให้ร่างกายฟื้นตัวได้ทันที ทว่าในความเป็นจริง พฤติกรรมที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดานี้อาจซ่อนภัยเงียบที่ร้ายแรงต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง และนี่คืออันตรายจากการซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ไอมาทานเองโดยไม่ได้ผ่านการตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำทางการแพทย์อย่างถูกต้อง

ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบ: ความเข้าใจผิดที่ต้องรีบแก้ไข

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจคือ การเรียกยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ว่า "ยาแก้อักเสบ" แท้จริงแล้วยาปฏิชีวนะเป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ขณะที่อาการเจ็บคอ ไอ หรือน้ำมูกไหลมากกว่าร้อยละ 80 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดธรรมดา หรือไข้หวัดใหญ่ ซึ่งร่างกายสามารถฟื้นฟูและหายได้เองด้วยการดูแลตามอาการ ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีบทบาทในการรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเหล่านี้เลย

"การรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อไวรัส ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ยังเป็นการทำร้ายร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น"

ภัยเงียบจากเชื้อดื้อยาและผลกระทบของการซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง

การซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง มักนำไปสู่ปัญหาการใช้ยาไม่ตรงกับโรค การใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม หรือการหยุดยาเองเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหลายประการ ดังนี้

  • วิกฤตเชื้อดื้อยา (Drug Resistance): เมื่อเชื้อแบคทีเรียได้รับยาปฏิชีวนะในปริมาณที่ไม่เพียงพอหรือได้รับโดยไม่จำเป็น เชื้อจะเกิดการปรับตัวและกลายพันธุ์จนดื้อต่อยา ส่งผลให้ในอนาคตเมื่อเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง ยาปฏิชีวนะกลุ่มเดิมจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และอาจต้องใช้ยาที่รุนแรงขึ้น มีผลข้างเคียงมากขึ้น หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือไม่มียารักษา
  • การแพ้ยาที่รุนแรงถึงชีวิต: ยาปฏิชีวนะเป็นกลุ่มยาที่พบการแพ้ได้บ่อย เช่น กลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) หรือกลุ่มซัลฟา (Sulfa) อาการแพ้อาจเริ่มตั้งแต่ผื่นคันธรรมดา ไปจนถึงขั้นรุนแรงที่มีผิวหนังหลอกไหม้คล้ายโดนไฟลวก (Stevens-Johnson Syndrome) หรือเกิดปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรงฉับพลันที่ทำให้ความดันโลหิตตกและหลอดลมหดเกร็งจนหายใจไม่ออก
  • การทำลายสมดุลจุลินทรีย์ชนิดดี: ยาปฏิชีวนะไม่ได้เลือกฆ่าเฉพาะเชื้อก่อโรค แต่ยังทำลายจุลินทรีย์เจ้าถิ่นที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องอืด หรือกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน เช่น เชื้อราในช่องคลอดหรือในทางเดินอาหารได้ง่ายขึ้น

ทำไมการซื้อยาแก้ไอทานเองถึงไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด

อาการไอเป็นกลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะ สิ่งสกปรก หรือเชื้อโรคออกจากทางเดินหายใจ การพยายามระงับอาการไอโดยไม่หาสาเหตุที่แท้จริงอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี

1. ยาแก้ไอแบบกดอาการไอ อาจทำให้ปอดอักเสบ

ในกรณีที่มีเสมหะเหนียวข้นอยู่ในหลอดลม การรับประทานยาแก้ไอประเภทกดการไอ (Cough Suppressants) เช่น ยาที่มีส่วนผสมของเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้ เสมหะที่คั่งค้างอยู่ในหลอดลมจะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และอาจตกลงสู่ปอด นำไปสู่ภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรังหรือปอดอักเสบรุนแรงได้

2. ผลข้างเคียงจากส่วนผสมในยาแก้ไอที่อันตรายต่อกลุ่มเสี่ยง

ยาแก้ไอหลายสูตรมีส่วนผสมของยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก หรือแม้แต่สารที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เช่น อาการง่วงซึมอย่างรุนแรงจนส่งผลต่อการหายใจ ปัสสาวะขัด ท้องผูก ตาพร่ามัว หรือในรายที่ใช้ยาเกินขนาดอาจเกิดอาการเห็นภาพหลอนและหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

แนวทางการดูแลตนเองเบื้องต้นอย่างปลอดภัย

เมื่อเริ่มมีอาการไอหรือเจ็บคอ ควรเริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพตามสุขอนามัยที่ดี ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ ดังนี้

  • ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องในปริมาณมาก เพื่อช่วยละลายเสมหะเหนียวข้นและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่เยื่อบุลำคอ
  • ใช้น้ำเกลืออุ่นๆ กลั้วคอวันละ 3-4 ครั้ง เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคและบรรเทาอาการระคายเคืองในลำคอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารรสจัด และหลีกเลี่ยงการเผชิญกับฝุ่นละอองหรือควันบุหรี่

หากดูแลตนเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 ถึง 5 วัน หรือมีสัญญาณเตือนอันตราย เช่น มีไข้สูงติดต่อกันหลายวัน หายใจหอบเหนื่อย ไอมีเลือดปน มีเสียงหวีดในหน้าอก หรือมีอาการเจ็บหน้าอกขณะหายใจ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการได้รับการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัยคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down