ลูกตรวจเจอไวรัสอาร์เอสวี แต่หมอบอกว่ายังไหว กลับมาดูแลที่บ้านได้ แปลว่าอะไร?
ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงใจหายใจคว่ำ เมื่อพาลูกรักไปหาหมอแล้วผลตรวจออกมาว่า เจ้าตัวเล็กติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือที่เรียกกันติดปากว่าโรคอาร์เอสวี พอได้ยินชื่อนี้ทีไร ภาพความรุนแรงของโรคหรือข่าวเด็กตัวเล็กต้องนอนห้องไอซียูก็ลอยเข้ามาในหัวทันที จนแทบจะนอนไม่หลับ แต่ในความเป็นจริง หากลูกอาการไม่หนักมาก ไข้ไม่สูงจนซึม และยังกินนมหรือน้ำได้ดี คุณหมอมักจะให้พากลับมาดูแลรักษาเด็กติดเชื้ออาร์เอสวีที่บ้านครับ
การดูแลลูกป่วยที่บ้านอาจจะดูน่ากลัวสำหรับมือใหม่ แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของโรคและรู้วิธีรับมือที่ถูกต้อง ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีครับ โรคนี้ไม่มีียารักษาเฉพาะทางแบบฆ่าไวรัสโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายของเด็กต่อสู้กับโรคไปได้เอง หน้าที่หลักของเราจึงเป็นการประคับประคองอาการและเฝ้าระวังจุดสำคัญอย่างใกล้ชิด
จัดการกับเสมหะและน้ำมูก ตัวการสำคัญที่ทำให้ลูกหายใจลำบาก
หัวใจสำคัญที่สุดในการดูแลเด็กติดเชื้ออาร์เอสวีที่บ้าน คือการเคลียร์ทางเดินหายใจให้โล่งครับ เนื่องจากเด็กเล็กยังแคะขี้มูกหรือสั่งน้ำมูกเองไม่ได้ เสมหะและน้ำมูกที่เหนียวข้นจึงไปอุดตันจมูกและหลอดลม ทำให้ลูกหายใจไม่สะดวก นอนไม่ได้ และกินนมไม่ได้
เทคนิคล้างจมูกด้วยน้ำเกลือฉบับเข้าใจง่าย
การหยอดหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือทางการแพทย์ เป็นวิธีช่วยละลายน้ำมูกที่ได้ผลดีที่สุด คุณพ่อคุณแม่ควรใช้น้ำเกลือหยอดจมูกให้ลูกก่อนมื้อนมประมาณสิบห้าถึงสามสิบนาที เพื่อให้น้ำมูกนิ่มลงแล้วใช้ลูกยางแดงดูดออกเบาๆ ลูกจะได้ดูดนมได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สำลัก และไม่อ้วกออกมา
ปรับบรรยากาศห้องนอนให้ชุ่มชื้นเพื่อลดอาการไอ
อากาศที่แห้งและเย็นจะทำให้เสมหะเหนียวมากขึ้นและกระตุ้นให้อาการไอแย่ลง ลองหาเครื่องทำความอุ่นหรือเครื่องพ่นไอน้ำมาเปิดในห้องนอน หรือจะเปิดน้ำอุ่นใส่กะละมังทิ้งไว้ในห้องเพื่อให้ห้องมีความชื้นขึ้น จะช่วยให้ลูกหายใจโล่งคอและนอนหลับได้สนิทตลอดคืน
เรื่องไข้และการดื่มน้ำ ประคับประคองร่างกายให้สู้กับไวรัส
ไข้เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่พยายามฆ่าเชื้อโรค แต่ถ้าไข้สูงเกินไปจะทำให้เด็กอ่อนเพลียและเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้
กินยาลดไข้พาราเซตามอลเมื่อไหร่ดี
ให้ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวของเด็กที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำเท่านั้น ห้ามกะปริมาณเองเด็ดขาด และควรเว้นระยะเวลาการกินตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด หากลูกมีไข้ต่ำและยังร่าเริงดี อาจเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อระบายความร้อนร่วมด้วย หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดเพราะจะทำให้เด็กหนาวสั่นและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม
เติมน้ำให้ร่างกายบ่อยๆ ป้องกันภาวะขาดน้ำ
เด็กที่ป่วยเป็นอาร์เอสวีมักจะดูดนมได้น้อยลงเพราะหายใจทางจมูกไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนวิธีป้อนเป็นมื้อเล็กๆ แต่ให้บ่อยครั้งขึ้น สำหรับเด็กโตให้จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ สังเกตง่ายๆ ว่าถ้าลูกยังฉี่ออกสีเหลืองใสและทุกๆ สามถึงสี่ชั่วโมง แสดงว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
อาการแบบไหนที่แปลว่าไม่ไหวแล้ว ต้องรีบพามาหาหมอร์ด่วน
แม้เราจะตั้งใจดูแลรักษาเด็กติดเชื้ออาร์เอสวีที่บ้านอย่างเต็มที่แค่ไหน แต่โรคนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ต้องรีบพากลับไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ
- หายใจเหนื่อยหอบรุนแรง: สังเกตจากซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อมแรง หรือเวลาหายใจมีเสียงดังหวีดหรือเสียงครืดคราดที่ชัดเจน
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มเขียวคล้ำ: แสดงว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นภาวะอันตราย
- ซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น: ไม่ยอมสบตา ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หรือดื่มน้ำและนมไม่ได้เลย
- อาเจียนพุ่งหรือชัก: จากไข้ที่สูงเกินไปหรืออาการขาดน้ำรุนแรง
ความอดทนและกำลังใจจากคนใกล้ชิดคือยาที่ดีที่สุด
การดูแลลูกน้อยในวันที่เขาป่วยหนักหนasีงและเหนื่อยล้าสำหรับคนเป็นพ่อแม่อย่างมากครับ โรคอาร์เอสวีมักจะแสดงอาการหนักที่สุดในช่วงวันที่สามถึงวันที่ห้าของการป่วย หลังจากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ขอให้คุณพ่อคุณแม่ใจเย็น คอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อจะได้มีแรงมาดูแลเจ้าตัวเล็กในยามป่วยไข้ครับ