ช่วงนี้ถ้าใครเห็นเด็กๆ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานที่จู่ๆ ก็มีแก้มบวมเป่งขึ้นมาข้างหนึ่ง หรือบวมพร้อมกันทั้งสองข้างจนหน้าเปลี่ยนรูปไป ย่อมชวนให้นึกถึงโรคดั้งเดิมที่หลายคนคุ้นหูกันดี นั่นคือโรคคางทูมครับ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือจำภาพเดิมๆ ว่าเป็นโรคเด็กที่หายเองได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคคางทูมมีความน่าสนใจและมีรายละเอียดที่ควรทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพื่อจะได้ดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องปลอดภัย
โรคคางทูมเกิดจากอะไร ทำไมแกถึงทำให้แก้มบวมได้ขนาดนั้น
เวลาที่เราพูดถึงโรคคางทูม ตัวการหลักที่เป็นต้นเหตุคือเจ้าไวรัสที่มีชื่อว่า Mumps virus ซึ่งเจ้าไวรัสตัวนี้ชอบเข้าไปอยู่อาศัยและสร้างความปั่นป่วนให้กับต่อมน้ำลาย โดยเฉพาะต่อมน้ำลายบริเวณกกหูที่เรียกว่า Parotid gland เมื่อเชื้อไวรัสเข้าไปฝังตัวและแบ่ง ตัวเพิ่มจำนวนขึ้น ร่างกายก็จะส่งเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันเข้ามาจัดการ ทำให้เกิดการอักเสบและบวมโตขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่เป็นคางทูมถึงมีลักษณะแก้มตุ่ยหนapน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
สัญญาณเตือนระยะแรก: เริ่มต้นจากไข้ต่ำๆ และอาการเจ็บเวลากลืนน้ำลาย
กว่าที่แก้มจะบวมเป่งจนสังเกตเห็นได้ชัด โรคคางทูมมักจะส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้ามาก่อนสักพัก โดยอาการเริ่มต้นมักจะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ทั่วไป คือมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว เบื่ออาหาร และรู้สึกอ่อนเพลีย หลังจากนั้นประมาณ 1 ถึง 2 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกตึงๆ หรือเจ็บแปล๊บบริเวณหน้าหูและกราม โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเคี้ยวอาหารหรือกลืนน้ำลาย ซึ่งเป็นช่วงที่ต่อมน้ำลายเริ่มบวมขยายใหญ่ขึ้นนั่นเอง
วิธีสังเกตอาการบวมที่เป็นเอกลักษณ์ของโรคนี้
ลักษณะเด่นของโรคคางทูมคืออาการบวมบริเวณมุมคางและใต้ใบหู โดยอาจจะเริ่มบวมจากข้างเดียวก่อน แล้วค่อยลามไปอีกข้างในเวลาไล่เลี่ยกัน หรือบางคนก็บวมพร้อมกันทั้งสองข้าง เวลาใช้มือกดลงไปจะรู้สึกเจ็บตึง และผิวหนังบริเวณนั้นอาจจะดูตึงใส อาการบวมนี้มักจะค่อยๆ เพิ่มขนาดขึ้นจนถึงจุดสูงสุดประมาณวันที่ 2 ถึงวันที่ 3 หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ยุบลงเองตามธรรมชาติภายในเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์
การติดต่อและการแพร่กระจายเชื้อที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
โรคคางทูมเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ค่อนข้างง่ายผ่านทางละอองฝอยจากน้ำลายหรือเสมหะ เวลาที่ผู้ป่วยไอ จาม หรือพูดคุยใกล้ๆ กัน เชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำลายก็จะกระจายสู่อากาศและเข้าสู่ร่างกายคนอื่นผ่านทางการหายใจ หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนกินข้าว หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน ดังนั้น ช่วงที่กำลังป่วยจึงควรแยกของใช้ส่วนตัวและงดเว้นการคลุกคลีกับคนในครอบครัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
การดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้นเมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคคางทูม
เนื่องจากโรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เองเป็นหลัก โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้รู้สึกสบายตัวขึ้น ดังนี้
- พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนหลับให้เต็มที่เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อไวรัส
- ดื่มน้ำสะอาดมากๆ: ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
- เลือกทานอาหารอ่อนๆ: หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด หรืออาหารที่ต้องเคี้ยวนานๆ เพราะจะไปกระตุ้นต่อมน้ำลายและทำให้เจ็บมากขึ้น
- บรรเทาอาการปวดและลดไข้: สามารถทานยาพาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดตึงบริเวณกราม
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่ระวัง
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเป็นคางทูมแล้วหายได้เองโดยไม่มีปัญหาอะไร แต่ในบางรายก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลได้ เช่น การอักเสบของอัณฑะในเพศชายที่เข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ การอักเสบของรังไข่ในเพศหญิง การอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง หรือแม้แต่ภาวะสูญเสียการได้ยินชั่วคราวหรือถาวร ซึ่งอาการเหล่านี้พบได้ไม่บ่อยนักแต่ก็ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ทำไมต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโรค
วิธีที่ดีที่สุดในการตัดวงจรของโรคคางทูมคือการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคางทูม คางทูม หัด และหัดเยอรมัน (MMR) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคพื้นฐานสำหรับเด็ก หากเด็กๆ ได้รับวัคซีนตามกำหนดก็จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์ทันที
หากดูแลตัวเองที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยเฉพาะอาการเหล่านี้
- มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวันและไข้ไม่ยอมลด
- ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง อาเจียนพุ่ง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
- มีอาการปวดท้องรุนแรงหรือมีอาการบวมบริเวณอัณฑะในผู้ชาย
- อาการบวมที่แก้มไม่ยอมยุบลงหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ หรือมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ