ช่วงนี้ถ้าใครสังเกตเห็นคนใกล้ตัว โดยเฉพาะน้องๆ หนูๆ หรือวัยรุ่น จู่ๆ ก็มีอาการหน้าบวมตุ่ยตรงบริเวณข้างแก้มและกราม จนดูคล้ายกระรอกเก็บอาหารไว้ในกระพุ้งแก้ม หลายคนอาจจะนึกถึงโรคคุ้นหูอย่าง โรคคางทูม ขึ้นมาทันที
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ด้วยอาการนี้มาบ่อยๆ วันนี้อยากชวนมาทำความเข้าใจโรคนี้กันแบบสบายๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อาการแบบไหนที่ต้องระวัง และเราจะดูแลตัวเองหรือคนในครอบครัวอย่างไรในช่วงที่ป่วยครับ
โรคคางทูมคืออะไร เกิดขึ้นจากสาเหตุไหน
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด โรคคางทูม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Mumps virus ซึ่งตัวไวรัสเจ้ากรรมนี้เขาชอบเข้าไปก่อกวนและสร้างความอักเสบให้กับต่อมน้ำลาย โดยเฉพาะต่อมน้ำลายที่อยู่หน้าใบหูและบริเวณกรามของเราที่มีชื่อว่า ต่อมน้ำลายพาโรติด (Parotid gland)
เมื่อต่อมนี้เกิดการอักเสบและบวมโตขึ้นมา ก็เลยทำให้หน้าของเรา โดยเฉพาะช่วงกกหูลงมาถึงกรามดูบวมเป่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนเป็นที่มาของชื่อโรคที่เราเรียกกันติดปากนั่นเองครับ
เช็กอาการกันหน่อย หน้าบวมแบบไหนใช่คางทูมแน่ๆ
อาการเริ่มต้นของคนที่เป็นคางทูม มักจะไม่ได้พุ่งมาที่หน้าบวมทันทีหรอกครับ แต่มักจะมาแนวไข้หวัดทั่วไปก่อน ดังนี้:
- มีไข้ต่ำๆ ปวดหัว อ่อนเพลีย และไม่อยากอาหารอยู่สักสองสามวัน
- เริ่มรู้สึกตึงๆ เจ็บๆ ที่บริเวณหน้าหูหรือใต้กราม เวลาเคี้ยวอาหารหรือกลืนน้ำลายจะรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที
- ต่อมน้ำลายเริ่มบวมโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาจจะเป็นข้างเดียวก่อนแล้วลามไปอีกข้าง หรือบวมพร้อมกันทั้งสองข้างก็ได้
- เวลาอ้าปากหรือเคี้ยวอาหารจะลำบากมาก เพราะความตึงของผิวหนังและอาการอักเสบข้างใน
โรคนี้ติดต่อง่ายแค่ไหน และแพร่เชื้ออย่างไร
โรคนี้จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อผ่านทางเดินหายใจครับ แปลว่ามันติดต่อกันได้ค่อนข้างง่ายผ่านละอองฝอยเวลาที่เราไอ จาม หรือพูดคุย รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกันเช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม กับผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่
ช่วงที่แพร่เชื้อเก่งที่สุดคือช่วงก่อนที่แก้มจะบวมประมาณ 1-2 วัน และลากยาวไปจนถึงช่วงที่ต่อมน้ำลายยุบลงแล้ว ดังนั้นถ้าใครรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ การพักผ่อนอยู่บ้าน งดไปโรงเรียนหรือที่ทำงานสักระยะ จึงเป็นวิธีแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เชื้อไปติดคนอื่นครับ
วิธีดูแลรักษาตัวเองเมื่อป่วยเป็นโรคคางทูม
เนื่องจาก โรคคางทูม เกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เองครับ โดยหลักๆ หมอจะแนะนำแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นดังนี้
การพักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอ
ร่างกายต้องการเวลาในการต่อสู้กับไวรัส การนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่และจิบน้ำบ่อยๆ จะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำและฟื้นตัวได้ไวขึ้น
กินอาหารอ่อนๆ ที่ไม่ต้องเคี้ยวเยอะ
เพราะการเคี้ยวจะไปกระตุ้นต่อมน้ำลายและทำให้เจ็บมากขึ้น ช่วงนี้ควรทานโจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ หรืออาหารเหลว และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เช่น มะนาว หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เพราะรสชาติเปรี้ยวจะไปกระตุ้นต่อมน้ำลายให้หลั่งออกมามาก ซึ่งจะทำให้ยิ่งปวดตึงมากขึ้นไปอีก
วิธีประคบเพื่อลดอาการปวดตึง
ช่วงที่ต่อมน้ำลายบวมและปวดมากๆ ในช่วง 1-2 วันแรก สามารถใช้ผ้าเย็นประคบเบาๆ ที่ข้างแก้มเพื่อช่วยลดอาการบวมและบรรเทาความร้อนได้ หลังจากนั้นถ้าอาการบวมเริ่มคงที่แล้ว สามารถเปลี่ยนมาประคบอุ่นเพื่อช่วยลดอาการตึงเกร็งของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน
การใช้ยาบรรเทาอาการ
หากมีไข้สูงหรือปวดบวมมาก สามารถทานยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอลได้ตามขนาดที่เหมาะสม แต่หากมีอาการปวดอักเสบมากเป็นพิเศษควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัย
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังในวัยรุ่นและผู้ใหญ่
แม้ว่าโรคนี้ในเด็กเล็กส่วนใหญ่จะหายได้เองและไม่มีอะไรร้ายแรง แต่ถ้าเกิดขึ้นในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ชาย อาจจะต้องระวังเรื่องภาวะแทรกซ้อน เช่น การอักเสบของอัณฑะ (Orchitis) ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดและบวมที่ถุงอัณฑะ หรือในผู้หญิงอาจมีเรื่องการอักเสบของรังไข่ แม้จะพบได้ไม่บ่อยและส่วนใหญ่ไม่ทำให้มีปัญหาเรื่องมีบุตรยากในระยะยาว แต่ก็เป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังครับ
อาการแบบไหนที่ควรพาไปพบแพทย์ด่วน
โดยทั่วไป โรคคางทูม จะค่อยๆ ดีขึ้นและยุบลงเองภายใน 1 สัปดาห์ถึง 10 วัน แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที:
- มีไข้สูงมาก กินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ยอมลง
- ปวดศีรษะรุนแรงมาก คอแข็ง อาเจียนพุ่ง เพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
- ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบของตับอ่อน
- ในผู้ชายที่มีอาการปวดบวมที่อัณฑะอย่างรุนแรง
ท้ายที่สุดนี้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดและได้ผลที่สุดคือการพาเด็กๆ ไปรับวัคซีนป้องกันโรคคางทูม ซึ่งมักจะมาในรูปแบบวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ตามกำหนดนัดของแพทย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ