หลายครั้งที่เรามักจะเผลอดุลูกว่าทำไมถึงซุ่มซ่าม เดินชนนู่นชนนี่บ่อยๆ ทำไมถึงนั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ หรือทำไมถึงดูหงุดหงิดง่ายเหลือเกินเวลามีเสียงดังรบกวนรอบตัว ก่อนที่เราจะตำหนิพฤติกรรมเหล่านั้น อยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกลไกการทำงานของร่างกายเด็กๆ ผ่านมุมมองทางการแพทย์ที่เรียกว่า การบูรณาการทางประสาทสัมผัส กันก่อนครับ
ระบบประสาทสัมผัสของเด็กทำงานอย่างไร ทำไมถึงสำคัญกับชีวิตประจำวัน
เวลาที่เราพูดถึงประสาทสัมผัส คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงแค่ 5 อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง แต่ในทางการแพทย์และพัฒนาการเด็ก เรายังมีระบบสัมผัสสำคัญอีก 2 ระบบที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งเด็กๆ ต้องใช้งานอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว
ระบบแรกคือ ระบบการทรงตัว ที่คอยบอกเราว่าตอนนี้ศีรษะและร่างกายอยู่ตำแหน่งไหน เอียงหรือกำลังเคลื่อนไหวอย่างไร และระบบที่สองคือ ระบบรับความรู้สึกจากข้อต่อและกล้ามเนื้อ ที่ช่วยให้เรารู้ว่าแขนขาเราอยู่ตรงไหน ออกแรงมากน้อยแค่ไหนโดยไม่ต้องมองกระจก
เมื่อสมองได้รับข้อมูลจากประสาทสัมผัสเหล่านี้เข้ามา สมองทำหน้าที่เหมือนห้องควบคุมกลางที่คอยคัดกรอง เรียบเรียง และแปลความหมาย เพื่อสั่งการให้ร่างกายตอบสนองออกมาได้อย่างเหมาะสม เช่น การเขียนหนังสือโดยใช้แรงกดดินสอพอดี หรือการวิ่งเล่นโดยไม่สะดุดล้ม
สัญญาณเตือนเมื่อสมองประมวลผลความรู้สึกผิดปกติ
ถ้าเปรียบสมองเป็นห้องรับส่งสัญญาณ การบูรณาการทางประสาทสัมผัสก็คือระบบสายไฟที่ต้องเชื่อม0ต่อกันอย่างลงตัว แต่ในเด็กบางคน ระบบนี้อาจจะทำงานไวเกินไป หรือช้าเกินไป จนแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่พ่อแม่หลายคนกลุ้มใจ
กลุ่มที่ไวต่อความรู้สึกรอบตัวมากเป็นพิเศษ
เด็กกลุ่มนี้มักจะมีอาการตื่นตัวหรือรำคาญใจกับสิ่งเร้ารอบตัวได้ง่ายมากๆ เช่น
- ร้องไห้งอแงเมื่อได้ยินเสียงเครื่องปั่น เสียงเครื่องดูดฝุ่น หรือเสียงฟ้าร้อง
- ไม่ยอมใส่เสื้อผ้าบางชนิดเพราะบอกว่าคัน หรือเกลียดการตัดเล็บ ตัดผม สระผม
- กลัวความสูง ไม่กล้าขึ้นเครื่องเล่นสนาม หรือกลัวการถูกอุ้มให้ตัวลอย
- กินยาก เลือกกินเฉพาะอาหารที่มีผิวสัมผัสเดิมๆ ซ้ำๆ
กลุ่มที่ตอบสนองช้าและต้องการแรงกระตุ้นเยอะๆ
ในทางตรงกันข้าม เด็กบางคนกลับรับความรู้สึกได้ช้ากว่าปกติ ทำให้พวกเขาต้องพยายามหาทางกระตุ้นร่างกายตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่น
- ชอบวิ่งกระโดด ชน ดึงทึ้ง หรือกระแทกตัวแรงๆ เพราะรู้สึกไม่ค่อยชัดเจนว่าร่างกายตัวเองอยู่ตรงไหน
- นั่งนิ่งๆ ไม่ได้เลย ต้องขยับตัว ยุกยิก หรือโยกเก้าอี้ตลอดเวลาในห้องเรียน
- ทำของตกบ่อย จับของแรงเกินไปจนแตกหัก หรือชอบกัดดินสอ เคี้ยวเสื้อผ้า
- ดูเหมือนเด็กซุ่มซ่าม บาดเจ็บฟกช้ำดำเขียวบ่อยโดยไม่รู้ตัว
วิธีช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองเด็กๆ ให้สมดุลที่บ้าน
ข่าวดีคือระบบการทำงานเหล่านี้สามารถพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ผ่านการเล่นและการทำกิจกรรมที่กระตุ้นประสาทสัมผัสอย่างเหมาะสม หรือที่เรียกว่าการจัดสภาพแวดล้อมและการเล่นบำบัด
- ให้ลูกได้เล่นอิสระกลางแจ้ง: การปีนป่าย ชิงช้า ม้าหมุน ช่วยกระตุ้นระบบการทรงตัวในหูชั้นในได้อย่างยอดเยี่ยม
- เล่นเกมออกแรงต้าน: เช่น การผลักกำแพง ดึงเชือก ช่วยยกของหนักพอประมาณ หรือการเล่นต่อสู้กันเบาๆ จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อและข้อต่อ
- ทำกิจกรรมผิวสัมผัสหลากหลาย: เล่นแป้งโดว์ เล่นทราย เล่นน้ำ หรือทำกิจกรรมศิลปะ เพื่อให้มือและผิวหนังคุ้นเคยกับความรู้สึกที่หลากหลาย
- สังเกตและปรับตัวร่วมกัน: หากลูกไม่ชอบเสียงดัง ลองเตรียมตัวก่อน เช่น บอกล่วงหน้าก่อนจะใช้เครื่องปั่น หรือให้เขามีตัวช่วยอย่างการใส่ที่อุดหูในบางสถานการณ์
ความเข้าใจและการพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการ
พฤติกรรมที่ดูเหมือนเด็กดื้อ ซน หรือสมาธิสั้น แท้จริงแล้วอาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของการบูรณาการทางประสาทสัมผัส หากคุณพ่อคุณแม่ลองปรับสภาพแวดล้อมและการเล่นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือพฤติกรรมเหล่านั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อการเรียน การเข้าสังคม และการใช้ชีวิตประจำวัน การพาไปปรึกษากุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือนักกิจกรรมบำบัดเพื่อรับการประเมินอย่างละเอียดถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ การเข้าใจที่ถูกจุดจะช่วยปลดล็อกความเครียดทั้งของตัวเด็กเองและคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี