ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

วินาทีแรกที่ได้ยินเสียงร้องของลูกรักในห้องคลอด คือช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อแม่ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง หากคุณพยาบาลเดินมาแจ้งว่า ลูกมีอาการหายใจเร็วและจำเป็นต้องแยกตัวไปสังเกตอาการอย่างใกล้ชิตในตู้อบ หัวอกของคนเป็นแม่คงหนีไม่พ้นความกังวลและคำถามมากมายที่พรั่งพรูเข้ามาในสมองว่า ลูกเป็นอะไร ร้ายแรงแค่ไหน และจะรักษาหายหรือไม่

ในความเป็นจริงแล้ว อาการหายใจหอบเหนื่อยหลังคลอดเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยมากในแผนกอภิบาลทารกแรกเกิด และส่วนใหญ่แล้วมักมีสาเหตุมาจากภาวะที่เรียกว่า Transient Tachypnea of the Newborn (TTN) หรือที่เราเรียกกันในภาษาไทยว่า ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด ซึ่งแม้จะฟังดูน่ากลัว แต่หากทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว จะพบว่าภาวะนี้ไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิด

กลไกธรรมชาติที่สะดุด: ทำไมลูกรักถึงหายใจเร็วหลังลืมตาดูโลก?

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น เราต้องย้อนกลับไปดูตอนที่ลูกน้อยยังนอนขดตัวอยู่ในครรภ์ ในช่วงเวลานั้น ถุงลมเล็กๆ ในปอดของลูกจะไม่ได้ทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนออกซิเจนเหมือนพวกเรา แต่จะถูกเติมเต็มไปด้วยน้ำคร่ำที่ช่วยในการพัฒนาปอด ทารกจะได้รับออกซิเจนและสารอาหารทั้งหมดผ่านทางสายสะดือจากแม่

เมื่อถึงเวลาที่ต้องลืมตาดูโลก ร่างกายของทารกจะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนมาใช้ปอดในการหายใจเอง กระบวนการธรรมชาติจะเริ่มทำงานเพื่อเคลียร์น้ำคร่ำออกจากปอดผ่าน 3 ช่องทางหลัก:

  • ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง: เมื่อแม่เริ่มเจ็บครรภ์คลอด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ส่งสัญญาณให้ปอดของทารกหยุดผลิตน้ำคร่ำและเริ่มดูดซึมน้ำคร่ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดและระบบน้ำเหลือง
  • แรงบีบจากช่องคลอด: การคลอดตามธรรมชาติที่ทารกต้องเคลื่อนตัวผ่านช่องคลอดแคบๆ แรงบีบทางฟิสิกส์นี้จะช่วยรีดน้ำคร่ำออกจากปอดของทารกผ่านทางปากและจมูก
  • เสียงร้องครั้งแรก: เมื่อทารกคลอดออกมาและเริ่มร้องไห้ แรงดันจากการหายใจเข้าและออกครั้งแรกจะช่วยดันน้ำคร่ำส่วนที่เหลือให้ออกไปจากถุงลม เพื่อเปิดทางให้อากาศเข้าไปแทนที่

อย่างไรก็ตาม ในทารกบางราย กระบวนการดูดซึมน้ำคร่ำกลับนี้เกิดความล่าช้าหรือทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้น้ำคร่ำยังคงค้างอยู่ในถุงลมปอด ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนทำได้ไม่เต็มที่ ร่างกายของทารกจึงต้องชดเชยด้วยการหายใจให้เร็วขึ้นเพื่อนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้เพียงพอ จึงกลายเป็นที่มาของ ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรก หรือ TTN

สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังมีภาวะนี้?

โดยปกติแล้ว ทารกแรกเกิดจะมีอัตราการหายใจอยู่ที่ประมาณ 40 ถึง 60 ครั้งต่อนาที ซึ่งอาจจะดูเร็วกว่าผู้ใหญ่เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ในกรณีที่ทารกมีภาวะหายใจเร็วชั่วคราว อาการมักจะเริ่มแสดงให้เห็นภายในช่วง 1 ถึง 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด โดยมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้:

  • อัตราการหายใจสูงผิดปกติ: ทารกจะหายใจเร็วมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที บางรายอาจหายใจเร็วถึง 100 ถึง 120 ครั้งต่อนาทีจนหน้าอกกระเพื่อมอย่างรวดเร็ว
  • ปีกจมูกบาน: สังเกตเห็นรูจมูกของลูกขยายกว้างออกทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้า เพื่อพยายามนำอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด
  • ชายโครงและอกบุ๋ม: ผิวหนังบริเวณใต้ซี่โครง ระหว่างซี่โครง หรือเหนือกระดูกหน้าอกจะบุ๋มลึกลงไปขณะหายใจ ซึ่งแสดงถึงการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจอย่างหนัก
  • มีเสียงครางในคอ: อาจได้ยินเสียงครางเบาๆ ในคอทุกครั้งที่ลูกหายใจออก ซึ่งเป็นกลไกที่ร่างกายใช้สร้างแรงดันในปอดเพื่อไม่ให้ถุงลมแฟบ
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มเขียว: ในรายที่มีอาการค่อนข้างมาก ระดับออกซิเจนในเลือดที่ต่ำลงอาจทำให้ผิวหนังรอบปากหรือปลายนิ้วมือเท้าเริ่มมีสีคล้ำหรือเขียว

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ลูกน้อยมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ

แม้ว่าภาวะนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้กับทารกแรกเกิดทุกคน แต่ทางการแพทย์พบว่ามีปัจจัยบางประการที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะน้ำคร่ำค้างในปอดได้มากขึ้น:

1. การผ่าตัดคลอดโดยที่แม่ยังไม่มีอาการเจ็บครรภ์

นี่คือปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากทารกที่คลอดด้วยวิธีนี้จะไม่ผ่านกระบวนการบีบรัดจากช่องคลอด และร่างกายไม่ได้รับฮอร์โมนที่กระตุ้นการดูดซึมน้ำคร่ำตามธรรมชาติ ทำให้ปอดเคลียร์น้ำคร่ำได้ช้ากว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ

2. ทารกคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อย

ทารกที่คลอดในช่วงสัปดาห์ที่ 34 ถึง 37 ของการตั้งครรภ์ แม้จะดูแข็งแรงดีแต่ระบบการทำงานของปอดและการดูดซึมน้ำคร่ำอาจยังพัฒนาได้ไม่เต็มร้อยเท่ากับทารกที่ครบกำหนด

3. คุณแม่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือเป็นโรคหืด

ระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ที่สูงเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์ หรือการมีโรคประจำตัวอย่างหอบหืด อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและการทำงานของปอดทารกในครรภ์ ทำให้ปรับตัวได้ช้าลงหลังคลอด

4. ทารกเพศชายหรือทารกที่มีน้ำหนักตัวมาก

จากการเก็บสถิติทางการแพทย์ พบว่าทารกเพศชายและทารกที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ มักมีโอกาสเกิดภาวะหายใจเร็วชั่วคราวได้บ่อยกว่าทารกเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญ

วิธีดูแลและรักษาของทีมแพทย์: พ่อแม่ต้องเตรียมใจเจออะไรบ้าง?

เมื่อกุมารแพทย์วินิจฉัยว่าลูกน้อยมีภาวะนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการย้ายทารกเข้าไปดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU) หรือแผนกทารกแรกเกิดที่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเป้าหมายของการรักษาคือการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายของลูกค่อยๆ ดูดซึมน้ำคร่ำออกไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วย:

  • การให้ออกซิเจนเสริม: แพทย์อาจให้ออกซิเจนผ่านทางหน้ากากขนาดเล็ก ครอบศีรษะ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกผ่านทางจมูก (CPAP) เพื่อช่วยพยุงให้ถุงลมเปิดออกและได้รับออกซิเจนที่เพียงพอ
  • การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย: ทารกจะถูกเลี้ยงในตู้อบที่อบอุ่น เนื่องจากความเย็นจะทำให้ทารกต้องใช้พลังงานมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้หายใจเหนื่อยกว่าเดิม
  • การงดนมทางปากชั่วคราว: หากอัตราการหายใจของลูกเร็วเกินไป (มากกว่า 70-80 ครั้งต่อนาที) แพทย์จำเป็นต้องให้งดการดูดนมชั่วคราวเพื่อป้องกันการสำลักน้ำนมเข้าสู่ปอด โดยจะให้สารอาหารและน้ำเกลือผ่านทางเส้นเลือดดำแทน จนกว่าอัตราการหายใจจะกลับมาเป็นปกติ
  • การเฝ้าระวังการติดเชื้อ: เนื่องจากอาการหายใจเร็วชั่วคราวอาจมีลักษณะคล้ายกับภาวะปอดอักเสบจากการติดเชื้อ ในบางกรณีแพทย์อาจต้องเจาะเลือดตรวจและพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน

คำถามในใจพ่อแม่: ภาวะนี้จะหายสนิทไหม และมีผลเสียระยะยาวหรือไม่?

คำตอบที่น่าสบายใจที่สุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่คือ คำว่า "ชั่วคราว (Transient)" ในชื่อโรคนี้คือความจริง เพราะโดยทั่วไปแล้ว อาการหายใจเร็วจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับเมื่อร่างกายดูดซึมน้ำคร่ำกลับหมด โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 24 ถึง 72 ชั่วโมง ทารกจะสามารถกลับมาหายใจได้เองตามปกติ กินนมได้เก่ง และไม่มีรอยโรคหลงเหลืออยู่ในปอดเลย

นอกจากนี้ ภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลเสียต่อระดับสติปัญญา พัฒนาการ หรือทำให้ลูกกลายเป็นโรคหอบหืดในอนาคต เมื่อหายแล้วก็คือหายสนิท ลูกรักจะสามารถเติบโตขึ้นมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้เหมือนกับเด็กทั่วไปทุกประการ

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้ ขอให้อย่าเพิ่งตื่นตระหนกหรือโทษตัวเอง การให้เวลาทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด และการเตรียมตัวบีบน้ำนมแม่เก็บไว้รอป้อนเมื่อลูกอาการดีขึ้น คือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อต้อนรับเจ้าตัวเล็กกลับสู่อ้อมกอดอย่างแข็งแรงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down