ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยสังเกตไหมว่า เด็กบางคนตั้งใจทำการบ้าน นั่งท่องหนังสือเป็นชั่วโมง แต่กลับสะกดคำง่ายๆ ไม่ได้ อ่านหนังสือข้ามบรรทัด หรือเขียนตัวอักษรกลับด้านอยู่เสมอ หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความเครียดในเย็นวันอาทิตย์ที่ต้องเคี่ยวเข็ญลูกเรียนหนังสือ และจบลงด้วยน้ำตาเพราะคิดว่าลูกไม่พยายาม ทั้งที่ความจริงแล้ว เด็กไม่ได้เกียจคร้านและไม่ได้มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ แต่พวกเขากำลังเผชิญกับ ความผิดปกติของการเรียนรู้เฉพาะ ด้าน หรือที่รู้จักกันในชื่อโรค LD (Learning Disorder)

ทำไมลูกถึงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ทั้งที่ฉลาด? รู้จักกลไกสมองของภาวะ LD

ภาวะ ความผิดปกติของการเรียนรู้เฉพาะ เกิดจากการทำงานที่แตกต่างไปของสมองในส่วนที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูล สัญลักษณ์ ภาษา หรือตัวเลข โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญา (IQ) เด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีระดับสติปัญญาปรกติ หรือบางคนอาจมีสติปัญญาสูงกว่าเด็กทั่วไปด้วยซ้ำ แต่สมองของเขามีความบกพร่องในการเชื่อมโยงระหว่างภาพ ตัวอักษร และเสียงพูด ทำให้การแปลความหมายของการเรียนรู้พื้นฐานทำได้ยากลำบากกว่าเด็กวัยเดียวกัน

สังเกตสัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่บอกว่าลูกอาจเข้าข่ายความผิดปกติของการเรียนรู้เฉพาะด้าน?

อาการมักจะเริ่มเด่นชัดเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลักที่พบได้บ่อย ดังนี้

สัญญาณด้านการอ่าน (Dyslexia)

เด็กมักมีปัญหาในการเชื่อมโยงเสียงพยัญชนะกับสระ อ่านหนังสือช้า ต้องใช้นิ้วชี้ตามทีละตัวอักษร มักอ่านสลับตำแหน่งคำ เช่น อ่าน "กาด" เป็น "ตาด" หรืออ่านข้ามคำ ข้ามบรรทัด ทำให้จับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ ทั้งที่หากเล่าเรื่องเดียวกันให้ฟังด้วยเสียง เด็กจะเข้าใจได้อย่างดีเยี่ยม

สัญญาณด้านการเขียน (Dysgraphia)

พบปัญหาเรื่องการลากเส้นเขียนตัวอักษร มักเขียนตัวอักษรกลับด้านคล้ายส่องกระจก เช่น เขียน "ถ" เป็น "ภ" หรือเขียน "b" เป็น "d" สะกดคำผิดบ่อยแม้จะเป็นคำสั้นๆ ที่ใช้อยู่ทุกวัน เว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง จัดองค์ประกอบการเขียนบนกระดาษไม่ได้ และบางรายมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อมือ ทำให้เกร็งมือมากเวลาเขียนหนังสือจนปวดมือ

สัญญาณด้านการคำนวณ (Dyscalculia)

เด็กจะสับสนกับตัวเลขและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ไม่เข้าใจ مفهوم ของจำนวน เช่น ไม่เข้าใจว่าเลข 5 มีค่ามากกว่าเลข 3 นับจำนวนถอยหลังไม่ได้ สับสนทิศทางซ้าย-ขวา และไม่สามารถคำนวณโจทย์เลขง่ายๆ ได้โดยไม่ใช้นิ้วช่วยนับ

สาเหตุเกิดจากอะไร? ทำไมเด็กบางคนถึงเจอภาวะนี้

หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจก่อนว่า ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่ดี การสปอยล์ลูก หรือการที่เด็กติดหน้าจอโทรศัพท์ แต่มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางชีวภาพและระบบประสาท

  • พันธุกรรม: พบว่าครอบครัวที่มีประวัติสมาชิกเป็นภาวะ LD หรือมีปัญหาด้านการอ่านเขียน จะมีโอกาสส่งต่อภาวะนี้ไปยังลูกหลานได้สูงขึ้น
  • การทำงานของสมอง: ผลการตรวจทางประสาทวิทยาพบว่า สมองซีกซ้ายในส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลผลภาษาของเด็กกลุ่มนี้ มีการทำงานและเส้นประสาทที่เชื่อมโยงแตกต่างจากเด็กทั่วไป
  • ปัจจัยระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอด: การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมารดาได้รับสารนิโคตินและแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองเด็ก

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย เมื่อไหร่ที่ควรพาลูลไปพบแพทย์?

หากพบว่าลูกมีอาการข้างต้นนานกว่า 6 เดือน แม้จะได้รับการสอนเสริมหรือติวเข้มแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ควรพามาพบกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม หรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อรับการประเมินอย่างเป็นระบบ

การวินิจฉัยจะทำร่วมกันเป็นทีมโดยแพทย์และนักจิตวิทยา โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • การตรวจวัดระดับสติปัญญา (IQ Test): เพื่อประเมินว่าเด็กมีระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปรกติหรือไม่
  • การทดสอบความสามารถทางการเรียนรู้: เพื่อหาจุดบกพร่องเฉพาะด้านว่าตรงกับการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ
  • การตรวจคัดกรองทางการมองเห็นและการยิน: เพื่อตัดประเด็นเรื่องปัญหาด้านสายตาหรือหูตึงออกไป

วิธีช่วยเหลือและดูแล: เปลี่ยนคำติชมเป็นวิธีพัฒนาที่ตรงจุด

ภาวะนี้ไม่สามารถหายขาดได้ด้วยการกินยา แต่สามารถฟื้นฟูและช่วยให้เด็กเรียนรู้และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยอาศัยความร่วมมือจากทั้งแพทย์ โรงเรียน และครอบครัว

1. วางแผนการเรียนเฉพาะบุคคล (IEP)

ทำงานร่วมกับคุณครูเพื่อจัดทำแผน Individualized Education Program เช่น การขยายเวลาทำข้อสอบ การปรับรูปแบบจากการสอบเขียนเป็นการสอบพูดปากเปล่า หรือการใช้สื่อการสอนที่มีรูปภาพประกอบ

2. ใช้เทคนิคการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสหลายด้าน (Multisensory Approach)

แทนการท่องจำแบบเดิมๆ ให้เด็กใช้นิ้วเขียนตัวอักษรบนก้อนทราย ใช้ดินน้ำมันปั้นเป็นตัวอักษร หรือใช้สีแยกความแตกต่างระหว่างพยัญชนะและสระ เพื่อช่วยให้สมองจดจำสัญลักษณ์ได้ดีขึ้น

3. ปกป้องความรู้สึกและสร้างความมั่นใจ

สิ่งที่น่ากลัวกว่าการอ่านไม่ออก คือการที่เด็กสูญเสียความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self-esteem) เด็กกลุ่มนี้มักถูกเพื่อนล้อและมองว่าตัวเอง "โง่" คุณพ่อคุณแม่ควรชมเชยในความพยายาม ชี้ให้เห็นจุดแข็งด้านอื่น เช่น ศิลปะ ดนตรี กีฬา หรือการคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

หากสงสัยว่าลูกอาจมีภาวะความผิดปกติของการเรียนรู้เฉพาะด้าน การเข้ามารับการปรึกษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดบาดแผลทางใจของเด็ก และช่วยให้เขาสามารถเติบโตไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down