เวลาที่เราเข้าห้องน้ำแล้วพบว่าสีของปัสสาวะเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เข้มขึ้น ขุ่น หรือมีสีแปลกตาไปจากสีเหลืองใสตามปกติ ย่อมสร้างความตกใจและกังวลใจให้กับเจ้าตัวไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากก้มมองดูแล้วพบว่าของเหลวในโถสุขภัณฑ์กลับกลายเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นภาพที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์แฟนตาซีมากกว่าชีวิตจริง
ในฐานะแพทย์ที่เคยดูแลเคสแปลกๆ มาพอสมควร ต้องบอกว่าอาการนี้มีอยู่จริงในทางการแพทย์ และมักจะเชื่อมโยงกับความผิดปกติทางพันธุกรรมที่หาได้ยากมากๆ วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจโรคนี้ไปด้วยกันแบบเข้าใจง่าย ไม่ต้องกลัวศัพท์แพทย์ยากๆ ครับ
โรคบลูไดเปปเปอร์ซินโดรมคืออะไร และทำไมฉี่ถึงกลายเป็นสีฟ้า
ภาวะที่ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินนี้ ในทางการแพทย์เรามักจะมองหาภาวะที่เรียกว่า Blue Diaper Syndrome หรือกลุ่มอาการผ้าอ้อมสีฟ้า ซึ่งเป็นความผิดปกทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่น้อยมากๆ จนแทบจะไม่ค่อยพบเจอในคนทั่วไป
ต้นตอของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่กระเพาะปัสสาวะโดยตรง แต่เริ่มต้นจากลำไส้เล็กของเราที่มีปัญหาในการย่อยกรดอะมิโนตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมสารตัวนี้ได้ตามปกติ เจ้าทริปโตเฟนที่เหลือค้างอยู่ในลำไส้ก็จะถูกย่อยสลายต่อโดยแบคทีเรียเจ้าถิ่น กลายเป็นสารประกอบตัวใหม่ที่ชื่อว่า อินดิกาน (Indican)
เมื่อสารอินดิกานถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้วเดินทางไปขับออกทางไต เมื่อมันสัมผัสกับอากาศภายนอกหรือเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันขณะอยู่ในผ้าอ้อมหรือโถส้วม สารตัวนี้ก็จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสารสีฟ้าที่ชื่อว่าอินดิโก (Indigo) ส่งผลให้ปัสสาวะใสๆ กลายเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินอย่างน่าตกใจ
สัญญาณเตือนอื่นๆ ที่มักมาคู่กับปัสสาวะสีประหลาด
เนื่องจากความผิดปกตินี้เริ่มต้นจากระบบทางเดินอาหารและการดูดซึมสารอาหาร อาการจึงไม่ได้มีแค่เรื่องสีของปัสสาวะเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในเด็กทารกที่เป็นโรคนี้ มักจะมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยเสมอ:
- มีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่ช่วงแรกเกิด
- ท้องเสียเรื้อรัง ถ่ายเหลวบ่อย น้ำหนักตัวไม่ค่อยเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์
- พัฒนาการช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน
- มีอาการระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับผ้าอ้อมเปียกชื้น
ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับปัสสาวะสีฟ้าที่หลายคนเข้าใจผิด
ก่อนจะตกใจว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมหายาก ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ปัสสาวะเป็นสีฟ้าจะต้องเป็นโรคนี้เสมอไป ในชีวิตประจำวันมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้สีปัสสาวะเพี้ยนไปได้ เช่น การกินยาบางชนิด การได้รับสารเคมีบางประเภท หรือแม้กระทั่งการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในทางเดินปัสสาวะที่สร้างสารสีเขียวอมฟ้าออกมา
ดังนั้น หากบังเอิญเจอเหตุการณ์นี้ขึ้นมาจริงๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ ลองนึกย้อนดูก่อนว่าช่วงนี้กินยา วิตามิน หรืออาหารอะไรแปลกๆ เข้าไปบ้างหรือไม่ หากไม่มีประวัติการกินอะไรที่น่าสงสัย และอาการยังคงเป็นอยู่ติดต่อกันหลายวัน การมาพบแพทย์เพื่อตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะอย่างละเอียดคือทางออกที่ถูกต้องที่สุด
วิธีดูแลรักษาเมื่อเจอภาวะพันธุกรรมหายากนี้
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความผิดปกติในการดูดซึมทริปโตเฟนจริงๆ การรักษาหลักๆ จะไม่ใช่การหายามากินเพื่อเปลี่ยนสีปัสสาวะโดยตรง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเรื่องโภชนาการและการใช้ชีวิต เพื่อลดปริมาณสารตั้งต้นที่จะกลายเป็นอินดิกานในลำไส้
แพทย์มักจะแนะนำให้ควบคุมปริมาณโปรตีนบางชนิด ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเฉพาะในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในลำไส้ที่คอยเปลี่ยนทริปโตเฟนให้กลายเป็นสารสีฟ้า นอกจากนี้ การดูแลความสะอาดของผิวหนังเพื่อป้องกันการระคายเคืองจากสารคัดหลั่งก็เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยเด็ก
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ภาวะปัสสาวะสีฟ้าจากโรคพันธุกรรมหายากจะเป็นเรื่องที่ฟังดูน่ากลัวและแปลกประหลาด แต่การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเองและลูกน้อยอยู่เสมอ จะช่วยให้เราพาไปพบแพทย์และรับการวินิจฉัยได้อย่างทันท่วงทีครับ