เวลามีคนไข้มาตรวจสุขภาพแล้วเจอว่ากรดยูริกในเลือดสูงปรี๊ด สิ่งแรกที่มักจะได้ยินบ่อยๆ คือคำถามว่า หมอครับ ผมกินอาหารแสลงพวกเครื่องในสัตว์และยอดผักน้อยมาก ทำไมยูริกยังสูงอยู่ หรือบางคนบ่นว่าเพื่อนกินเก่งกว่า ดื่มหนักกว่า ทำไมไม่เคยเป็นโรคเกาต์เลย แต่ตัวเองกลับปวดข้อบวมเป่งจนเดินไม่ไหว
เรื่องนี้ต้องบอกความจริงกันตรงๆ ว่า อาหารการกินเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ ตัวการสำคัญจริงๆ ที่หลายคนมองข้ามคือเรื่องของ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม ซึ่งเปรียบเสมือนรหัสลับในร่างกายที่ตัวเราเองเลือกไม่ได้ และเป็นตัวกำหนดว่าร่างกายจะขับกรดยูริกออกได้ดีแค่ไหน
กลไกธรรมชาติ เมื่อร่างกายจัดการกับกรดยูริกไม่ทัน
ก่อนจะไปคุยกันเรื่องกรรมพันธุ์ หมออยากให้เข้าใจภาพรวมคร่าวๆ ของกรดยูริกก่อน เจ้าตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่เรากินเข้าไปอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ แต่ร่างกายของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อต่างๆ ก็มีการสร้างสารพิวรีนขึ้นมาตลอดเวลา และเมื่อเซลล์เหล่านี้เสื่อมสลายลง ก็จะกลายร่างมาเป็นกรดยูริก
ปกติแล้ว ร่างกายจะมีระบบขับของเสียที่ฉลาดมาก สองช่องทางหลักคือขับออกทางไตประมาณสองในสาม และขับออกทางลำไส้อีกประมาณหนึ่งในสาม แต่ปัญหาคือ คนที่มีปัญหาเรื่องการขับกรดยูริกมักจะมีท่อระบายน้ำในร่างกายที่ตีบตัน หรือปั๊มน้ำทำงานได้ไม่เต็มกำลัง ซึ่งความบกพร่องตรงนี้ ส่วนใหญ่ถูกส่งต่อกันมาทางพันธุกรรมในครอบครัว
รหัสพันธุกรรมหน้าตาเป็นอย่างไร ทำไมถึงขัดขวางการขับกรดยูริก?
ในทางการแพทย์ยุคใหม่ เราพบว่ารหัสพันธุกรรมหรือยีนหลายตัว ทำหน้าที่ควบคุมโปรตีนที่เป็นเหมือนคนงานคอยแบกหกรดยูริกเข้าออก (Transporter proteins) ตัวเอกที่หมออยากยกตัวอย่างคือยีนที่มีชื่อว่า SLC22A12 และ ABCG2
ถ้าเปรียบไตเป็นโรงงานบำบัดน้ำเสีย เจ้าโปรตีนพวกนี้ก็คือพนักงานที่ทำหน้าที่เปิดประตูสูบกรดยูริกกลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อเก็บไว้ใช้ หรือเปิดประตูระบายทิ้งออกทางปัสสาวะ แต่ถ้าใครโชคดีน้อย ได้รับรหัสพันธุกรรมที่ทำงานผิดเพี้ยนมาจากคุณพ่อคุณแม่ พนักงานเหล่านี้ก็จะเกียจคร้าน ไม่ยอมขับกรดยูริกออกไปทิ้ง ผลลัพธ์คือกรดยูริกจึงสะสมค้างอยู่ในกระแสเลือดเรื้อรัง จนกระทั่งตกผลึกกลายเป็นก้อนแหลมๆ ไปทิ่มแทงตามข้อต่อต่างๆ จนเกิดอาการอักเสบรุนแรงของโรคเกาต์
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เข้ามารุมเร้าให้ยีนด้อยแสดงอาการเด่นชัดขึ้น
แม้ว่าพันธุกรรมจะเป็นต้นเหตุหลัก แต่ยีนบางตัวก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอชนวนมากระตุ้น ต่อให้เรามียีนที่ขับกรดยูริกไม่ดี แต่ถ้าใช้ชีวิตดี ระเบิดก็อาจจะไม่ทำงานก็ได้ ปัจจัยเสริมที่มักจะทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นมีดังนี้
- อายุและเพศที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา: ผู้ชายมักมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงในวัยหนุ่มสาว เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยขับกรดยูริกได้ดี แต่พอผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนตัวนี้ลดลง พันธุกรรมที่หลบซ่อนอยู่จึงเริ่มแสดงฤทธิ์
- โรคประจำตัวที่มาเป็นแพ็กเกจ: เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง โรคอ้วน หรือกลุ่มอาการเมตาบอลิก สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้การทำงานของไตในการกรองยูริกแย่ลงไปอีก
- การดื่มแอลกอฮอล์และการกินยาบางชนิด: แอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์ นอกจากจะมีพิวรีนสูงแล้ว ยังไปขัดขวางการขับกรดยูริกที่ไตโดยตรง รวมถึงยาขับปัสสาวะบางตัวที่หมอโรคความดันใช้อยู่ ก็มีผลทำให้ระดับยูริกในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้เช่นกัน
แนวทางรับมือเมื่อรู้ตัวว่าต้นทุนทางพันธุกรรมไม่เอื้ออำนวย
เมื่อเราเปลี่ยนพันธุกรรมไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้ภาระของไตต้องหนักหนาสสาหัสเกินไป
เริ่มต้นจากการดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ ในแต่ละวัน เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำปัสสาวะช่วยชะล้างกรดยูริกออกไป ลดการกินอาหารที่มีพิวรีนสูงอย่างเนื้อสัตว์สีแดงหรือเครื่องใน หลีกเลี่ยงน้ำหวานประเภทฟุกโตส เพราะน้ำตาลชนิดนี้มีงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่าไปขัดขวางการขับกรดยูริกออกจากไต และที่สำคัญที่สุดคือการมาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดติดตามระดับกรดยูริกสม่ำเสมอ หากพบว่าสูงมากและเริ่มมีอาการปวดข้อ การใช้ยาช่วยขับกรดยูริกตามคำแนะนำของแพทย์ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปกป้องข้อต่อไม่ให้ถูกทำลายในระยะยาว