ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเครียดไม่น้อยเวลาลูกน้อยเป็นหวัด โดยเฉพาะเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่ระบาดหนักเหลือเกิน ลูกไอ คอแดง มีเสมหะ พอผ่านมาได้สักพัก นึกว่าจะโล่งอกแล้ว แต่เอ๊ะ ทำไมลูกยังหายใจมีเสียงวี๊ด เวลาวิ่งเล่นหรือเหนื่อยแล้วไอฟิตๆ เหมือนคนเป็นหอบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย
อาการแบบนี้แหละครับที่หมอมักจะเจอในห้องตรวจบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในทางการแพทย์เราเรียกภาวะนี้ใกล้เคียงกับ โรคหอบหืดเทียมหลังติดเชื้ออาร์เอสวี หรือภาวะหลอดลมไวเกินหลังติดเชื้อไวรัสครับ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่ามันเกิดจากอะไร และเราต้องดูแลลูกอย่างไรไม่ให้คุณพ่อคุณแม่ต้องกังวลจนเกินเหตุ
ทำไมลูกหายใจมีเสียงวี๊ดไม่ยอมหาย หลังเพิ่งหายจากไวรัสอาร์เอสวี
เวลาที่เด็กๆ ตัวเล็กๆ ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี เจ้าตัวร้ายนี้เขาไม่ได้แค่ทำให้มีน้ำมูกธรรมดานะครับ แต่เขาบุกรุกเข้าไปลึกถึงหลอดลมฝอย ทำให้เยื่อบุหลอดลมของเด็กเกิดการอักเสบบวมแดงและมีเมือกเหนียวข้นไปหมด
ถึงแม้ว่าตัวโรคหลักจะหายไปแล้ว ไข้ลดลงแล้ว แต่ร่องรอยการอักเสบนั้นยังทิ้งความบอบช้ำไว้ที่หลอดลม ทำให้หลอดลมของลูกรักกลายเป็นคนขี้ตกใจหรือไวต่อสิ่งกระตุ้นสุดๆ พอโดนอากาศเย็น ฝุ่น หรือแม้แต่ความชื้นนิดหน่อย หลอดลมก็เลยหดเกร็งตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงหายใจดังวี๊ดและอาการไอเรื้อรังตามมา เหมือนกับอาการของคนเป็นโรคหอบหืดเป๊ะๆ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่โรคหอบหืดแท้ทางพันธุกรรมครับ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังเผชิญกับหลอดลมไวเกิน
อาการที่ฟ้องว่าหลอดลมของลูกยังไม่หายดีและกำลังมีภาวะหอบหืดเทียมอยู่ มักจะมีจุดสังเกตหลักๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นได้เองที่บ้าน ดังนี้ครับ
- ลูกมีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะเวลาช่วงกลางคืนดึกๆ หรือช่วงเช้ามืดที่อากาศเย็นลง
- ได้ยินเสียงหายใจดังวี๊ด หรือหายใจมีเสียงฮือในลำคอเบาๆ เวลาที่ลูกหายใจออก
- เวลาลูกวิ่งเล่น ออกกำลังกาย หรือหัวเราะมากๆ จะเริ่มมีอาการไอหรือเหนื่อยหอบตามมาทันที
- รู้สึกว่าลูกเหนื่อยง่ายกว่าปกติเวลาทำกิจกรรมเดิมๆ
วิธีดูแลรักษาและวิธีรับมือเมื่อลูกมีอาการ
เวลาคุณพ่อคุณแม่พาลูกมาหาหมอด้วยอาการแบบนี้ สิ่งแรกที่หมอต้องทำคือการตรวจฟังเสียงปอดอย่างละเอียด เพื่อแยกให้ออกระหว่างโรคหอบหืดแท้กับภาวะหลอดลมไวหลังติดเชื้อ
สำหรับการดูแลรักษานั้น ส่วนใหญ่แพทย์จะพิจารณาใช้ยาขยายหลอดลมหรือยาสูดพ่นในระยะสั้น เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อหลอดลมที่กำลังหดเกร็งให้ขยายตัวออก ทำให้ลูกกลับมาหายใจโล่งสบายได้เหมือนเดิม สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็นๆ เพราะหลอดลมที่บอบช้ำจากไวรัสอาร์เอสวีนี้ ต้องใช้เวลาฟื้นฟูตัวเองพอสมควร บางคนอาจกินเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนเลยทีเดียว
วิธีดูแลลูกรักที่บ้านเพื่อให้หลอดลมกลับมาแข็งแรงเร็วขึ้น
นอกจากการหาหมอและกินยาตามแพทย์สั่งแล้ว การดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยไม่ให้หลอดลมของลูกถูกกระตุ้นบ่อยๆ ครับ
- หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันธูป หรือฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านี้คือตัวการชั้นดีที่กระตุ้นให้หลอดลมตีบ
- ระวังเรื่องอากาศที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน เช่น ห้องเปิดแอร์เย็นจัด หรือการดื่มน้ำเย็นจัดในช่วงที่หลอดลายังไว
- เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอและกินอาหารที่มีประโยชน์
- สังเกตอาการกระตุ้นของลูกว่าแพ้อะไรเป็นพิเศษ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้นได้อย่างตรงจุด
ความแตกต่างระหว่างหอบหืดเทียมกับโรคหอบหืดแท้
คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลใจมากที่สุดคือ ลูกจะเป็นหอบหืดไปตลอดชีวิตเลยไหม หมอต้องบอกข่าวดีตรงนี้เลยครับว่า ภาวะหอบหืดเทียมหลังติดเชื้ออาร์เอสวีนี้ ส่วนใหญ่เมื่อเด็กโตขึ้น หลอดลมมีการพัฒนาเติบโตใหญ่ขึ้น และไม่มีการติดเชื้อซ้ำซ้อนรุนแรง อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปได้เองต่างจากโรคหอบหืดแท้ที่มีปัจจัยเรื่องกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง
คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกกลับมาพบแพทย์ด่วนเมื่อไหร่
แม้ว่าอาการไอหรือหายใจมีเสียงวี๊ดจากภาวะนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ต้องรีบพาน้องมาหาหมอทันที ไม่ควรปล่อยไว้ที่บ้านครับ
- ลูกหายใจเร็วมากจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อมแรงเวลาหายใจ
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเริ่มมีอาการเขียวคล้ำ
- ลูกซึมลง ไม่ยอมกินนมหรือกินน้ำ อาเจียนตลอดเวลา
- ใช้ยาพ่นขยายหลอดลมที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายในสิบห้านาที
สุดท้ายนี้ หมออยากบอกว่าการที่ลูกเคยป่วยเป็นอาร์เอสวีแล้วมีอาการหลอดลมไวตามมา เป็นเรื่องที่พบได้และรักษาให้หายได้ครับ ขอเพียงแค่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจกลไกของโรค ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ลูกน้อยของเราก็จะกลับมาวิ่งเล่นร่าเริงและหายใจได้เต็มปอดเหมือนเดิมอย่างแน่นอนครับ