ไข้หวัดธรรมดาทำไมถึงปวดหัวรุนแรงขนาดนี้
เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาหาผมที่ห้องตรวจด้วยอาการไข้สูง ปวดหัวชนิดที่แทบจะระเบิด และคอแข็งจนก้มไม่ได้ สิ่งแรกๆ ที่ผมมักจะต้องนึกถึงเสมอคือภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หลายคนมักตกใจกลัวเมื่อได้ยินคำว่าสมองอักเสบ เพราะคิดว่ามันรุนแรงและอันตรายถึงชีวิตเสมอไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่าและโอกาสหายขาดสูงกว่าแบบที่เกิดจากแบคทีเรียอย่างเห็นได้ชัด
เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส (Viral Meningitis) คือภาวะที่เนื้อเยื่อบางๆ ซึ่งทำหน้าที่ห่อหุ้มสมองและไขสันหลังเกิดอาการอักเสบและบวมขึ้นจากการติดเชื้อไวรัส โดยทั่วไปมักเกิดตามหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือลำไส้ แล้วเชื้อโรคเดินทางผ่านกระแสเลือดเข้ามาสู่ระบบประสาทส่วนกลาง แม้ฟังดูน่ากลัว แต่ข่าวดีคือคนส่วนใหญ่ที่มีอาการนี้สามารถหายเป็นปกติได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะทาง ขอแค่ได้รับการดูแลและพักผ่อนอย่างเหมาะสม
สัญญาณเตือนภัย: เช็กให้ชัวร์ว่าอาการปวดหัวแบบไหนที่ต้องระวัง
อาการเริ่มต้นของโรคนี้มักจะแยกไม่ออกจากไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกในช่วงแรก ทำให้หลายคนชะล่าใจและซื้อยาทานเองที่บ้าน แต่จะมีจุดสังเกตสำคัญที่หมออยากให้สังเกตให้ดี
- ไข้สูงฉับพลัน: มักมาพร้อมกับอาการหนาวสั่นและตัวร้อนจัด
- ปวดศีรษะรุนแรง: เป็นอาการปวดที่ต่างจากไมเกรนหรือปวดหัวธรรมดา เพราะจะปวดตื้อๆ ลึกๆ ทั่วหัว และไม่ค่อยตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป
- คอแข็งตึง: เวลาพยายามก้มคอคางจะชิดอกไม่ได้ หรือรู้สึกตึงที่ต้นคออย่างมาก
- แพ้แสงและแพ้เสียง: มองแสงจ้าแล้วแสบตา หรือเสียงดังนิดหน่อยก็หงุดหงิดปวดหัวเพิ่มขึ้น
- คลื่นไส้ อาเจียน: รู้สึกพะอืดพะอมและอาเจียนพุ่งโดยไม่มีอาการท้องเสียร่วมด้วย
- ซึมลงหรืออ่อนเพลียมาก: ในเด็กเล็กอาจจะงอแงผิดปกติ ไม่ยอมกินนม ส่วนผู้ใหญ่มักจะเพลียจนลุกไม่ไหว
ใครบ้างที่เสี่ยงและเชื้อไวรัสเหล่านี้มาจากไหน
เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคหวัด โรคท้องเสีย หรือโรคแผลในปาก โดยกลุ่ม Enteroviruses เป็นตัวการหลักที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน เชื้อเหล่านี้สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านการไอ จาม การสัมผัสสิ่งของร่วมกัน หรือการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด
โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่กลุ่มที่ภูมิต้านทานยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เช่น เด็กทารก เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อและแสดงอาการได้ชัดเจนกว่าคนทั่วไป
การตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาของแพทย์
เมื่อคนไข้มาด้วยอาการสงสัยโรคนี้ แพทย์จำเป็นต้องทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจความตึงของกล้ามเนื้อต้นคอและการทำงานของระบบประสาท หากสงสัยจริงๆ การตรวจยืนยันที่แม่นยำที่สุดคือการเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) เพื่อนำน้ำรอบๆ ไขสันหลังมาตรวจหาชนิดของเชื้อโรคและดูเซลล์อักเสบ ซึ่งขั้นตอนนี้อาจทำให้คนไข้กังวล แต่แพทย์จะทำด้วยความระมัดระวังและใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความเจ็บปวด
ในแง่ของการรักษา เนื่องจากส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ร่างกายของเราจึงมีความสามารถในการกำจัดเชื้อได้เอง การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) เป็นหลัก เช่น การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ การให้ยาลดไข้แก้ปวด และยาลดอาการอาเจียน สิ่งสำคัญที่สุดคือการนอนพักผ่อนในห้องที่เงียบและแสงสว่างน้อย เพื่อลดการกระตุ้นอาการปวดหัว
ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลและปลอดภัย
การป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัสทำได้ไม่ยาก เพราะหลักการเดียวกับการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดหน้า
- รักษาร่างกายให้แข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดหรือท้องเสียในช่วงที่มีการระบาด
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการไข้สูงร่วมกับปวดหัวรุนแรงและคอแข็ง อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพราะอาการทางสมองแม้จะเป็นจากไวรัสที่ไม่รุนแรง แต่หากปล่อยให้ช้าเกินไปก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้เช่นกันครับ